Intel เร่งพัฒนาเทคโนโลยี SSD แบบใหม่ ความจุสูง และราคาถูกยิ่งกว่าในปัจจุบัน

SSD (Solid state drives) เป็นหน่วยความจำที่กำลังแทนที่ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจุดเด่นด้านความเร็วในการทำงานที่สูงกว่ามาก แต่หากมองในมุมของราคาต่อความจุแล้ว SSD ก็ยังถือว่ามีราคาที่สูงกว่าพอสมควร

การทำงานของ SSD นั้น จะเป็นการบันทึกข้อมูลเอาไว้ในชิปความจำเล็กๆ ที่เรียกว่า “Memory cells” ซึ่งในสมัยแรกๆ นั้น ใน 1 Cells จะเก็บข้อมูลได้เพียง 1 บิต เท่านั้น คือ 1 หรือไม่ก็ 0 เรียกว่า SSD แบบ SLC (Single level cell) แต่ภายหลังก็มีการพัฒนาให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้นเป็น 2 บิต/Cells (MLC), 3 บิต/Cells (TLC) และล่าสุดก็คือแบบ 4 บิต/Cells (QLC) ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง วางขายได้ในราคาที่ถูกขึ้น แม้ว่าการอัดจำนวนบิตลงไปใน Cells ให้สูงขึ้น จะทำให้ความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลช้าลง แต่มันก็ยังถือว่าเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบเดิมมากอยู่ดี 

ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทาง Intel ได้ประกาศว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้เก็บข้อมูลได้เพิ่มเป็น 5 บิต/Cells (Penta-level cell (PLC)) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิต SSD มีราคาที่ถูกลงยิ่งกว่า QLC ที่ใช้กันตอนนี้เสียอีก

ซึ่ง Intel ไม่ใช่เพียงรายเดียวที่ให้ความสนใจใน PLC เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Toshiba ก็ได้เปิดเผยเทคโนโลยี PLC ของตนเองแล้วด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากว่าที่เราจะได้เห็น PLC เข้าสู่ตลาดได้ น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยอีกสองปีเลยทีเดียว
ที่มา : www.cnet.com , www.tomshardware.com

Samsung เปิดตัว SSD รุ่นใหม่ระดับเซิฟเวอร์ความเร็ว 2 เท่าแถมไม่มีวันตาย

ทาง Samsung เปิดตัวอุปกรณ์เก็บข้อมูล SSDs (Solid-State Drives) ตัวใหม่สองรุ่น ใช้อินเตอร์เฟซเชื่อมต่อแบบ PCIe 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพให้เร็วมากยิ่งขึ้นแถมมีฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ใช้งานได้โดย “ไม่มีวันตาย” (หรือไม่พังนั่นเอง)

Samsung SSD รุ่นใหม่สองรุ่นนี้จะใช้ชื่อเรียกว่า PM1733 และ PM1735 ก่อน (อาจจะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) โดยจะออกมาในสองรูปแบบนั่นคือแบบ PCIe และ U.2 Type 2.5 นิ้ว โดยมีความจุต่ำสุดตั้งแต่ 0.8TB (800GB) ไปจนถึงความจุสูงสุด 30.72TB ส่วนประสิทธิภาพความเร็วของ SSD ทั้งสองรุ่นนั้นจะมีความเร็วดังนี้

  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 6,400MB/s
  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 8,000MB/s

และที่ว่า “ไม่มีวันตาย” นั่นก็เพราะ SSD ตัวใหม่นี้จะมากับเทคโนโลยี fail-in-place (FIP) อธิบายง่ายๆ คือหากชิป NAND ตัวหนึ่งเสีย SSD จะยังทำงานได้ตามปกติโดยไม่เสียไปทั้งตัว (ใช้งานได้แม้พังบางส่วน)

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี SSD Virtualization ที่สามารถจำลอง SSD หนึ่งตัวให้เหมือนมี SSD ขนาดเล็กได้สูงถึง 64 ตัวเลยทีเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บข้อมูลแยกพื้นที่เสมือนแบบส่วนตัว​ได้

อย่างไรก็ตามทั้งสองรุ่นดังกล่าว เป็น SSD สำหรับผู้ใช้งานระดับ Enterprise และ Production ที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วและความจุระดับสูง ซึ่งราคาจะต้องสูงกว่า SSD ในตลาดทั่วไปหลายเท่าอย่างแน่นอน
ที่มา : www.techradar.com , www.windowscentral.com

Huawei อาจทำ Mate X 2 ที่มาพร้อมปากกาวาดเขียนในตัว

หากยังจำกันได้ค่ายดอกไม้แดง (Huawei) ออกมาโชว์หน้าค่าตาของ Huawei Mate X มือถือพับจอได้ให้เห็นในงาน MWC 2019 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีข่าวลือว่าจะเปิดตัวพร้อมบอกวันวางขายในช่วงเดือนหน้าที่จะถึงนี้ 

ลือ! Huawei อาจทำ Mate X 2 ที่มาพร้อมปากกาวาดเขียนในตัว

แม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดตัวหรือวางขาย แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่า Huawei ได้ยื่นจดสิทธิบัตร Mate X 2 (รุ่น 2) เรียบร้อยแล้ว โดยสื่อต่างประเทศอย่าง LetsGoDigital ออกมาเผยว่า ดีไซน์และคอนเซ็ตป์มีหน้าตาเหมือนกับ Mate X มาก ทั้งการพับและตำแหน่งกล้อง จะต่างกันตรงที่มีปากกา Stylus ในตัวที่สามารถถอดเข้า-ออกได้ ในตำแหน่ง USB-C ที่อยู่ด้านล่าง และกล้องกับแบตเตอรี่ยังมีขนาดบางขึ้นอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การยื่นจดสิทธิบัตรเท่านั้น Huawei ยังไม่ประกาศว่าจะผลิตออกมาวางขายแต่อย่างใด เราคงต้องตามดูกันอีกที
ที่มา : nl.letsgodigital.org , www.slashgear.com

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

เอไอเอสค่ายผู้ให้บริการมือถือยักษ์ใหญ่ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ กสทช. ร่วมทดสอบ 5G Remote Control Vehicle บังคับรถไร้คนขับข้ามภูมิภาคครั้งแรกในไทย! ในสถาพแวดล้อมจริง ผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G บนคลื่นความถี่ 28 GHz ได้สำเร็จอย่างสวยงาม 

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของเอไอเอสที่เป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคและประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานทั่วทุกภูมิภาคและทุกเจเนอเรชัน ภายใต้วิสัยทัศน์ของการเป็น Digital Life Service Provider เราจึงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตอยู่เสมอ

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

โดยการลงพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีความพร้อมด้านบุคลากรในการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรม และเสริมสร้างการพัฒนาเครือข่าย 3G และ 4G ให้ครอบคลุมแล้วกว่า 1,083 ตำบล ทั่วทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้, การขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ชาวใต้เข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว กว่า 4,000 จุด และการออกแบบแพ็กเกจและโปรโมชั่นมือถือ รวมถึงคัดสรรคอนเทนท์ความบันเทิงและสิทธิพิเศษที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้เรามีส่วนแบ่งทางการตลาดในพื้นที่ภาคใต้เป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนลูกค้า 5.7 ล้านเลขหมาย คิดเป็นสัดส่วน 14% ของฐานลูกค้าทั่วประเทศ

ล่าสุดเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เอไอเอสจึงร่วมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทดลอง ทดสอบ ศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ในสภาพแวดล้อมจริง บนคลื่นความถี่ 28 GHz ในรูปแบบไลฟ์บรอดแคสต์ เป็นครั้งแรกของไทย ร่วมกับการสนับสนุนของ กสทช. ภายใต้แนวคิด “Smart City, Smart Living” เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของ 5G ในทุกมิติ

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร
  • 5G Remote Control Vehicle (การบังคับรถไร้คนขับข้ามภูมิภาค) : การแสดงศักยภาพที่สำคัญของเครือข่าย 5G เช่น ความเร็วในการรับส่งสัญญาณ (Throughput) ความเร็วในการตอบสนอง (Latency) และความเสถียรของระบบ (Stability) ผ่านเทคโนโลยีการบังคับรถยนต์ไร้คนขับทางไกลข้ามภูมิภาคครั้งแรกของไทย ระหว่างกรุงเทพฯ – สงขลา ที่ผู้ควบคุมรถไม่จำเป็นต้องอยู่ในตัวรถ แต่สามารถบังคับรถให้เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่างๆ ตามต้องการ ผ่านการสั่งงานระยะไกลแบบเรียลไทม์ บนเครือข่าย 5G ซึ่งข้อมูลต่างๆ จะถูกส่งต่อผ่านระบบ Video Analytics และสามารถ Streaming Video ที่มีความละเอียดสูง ผ่านเครือข่าย 5G กลับมาหาผู้ควบคุมรถได้ทันที จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ส่วนของสังคม เช่น การสัญจรโดยสาร, การขนส่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์
ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร
  • นวัตกรรม V2V (การสื่อสารระหว่างรถต่อรถ ผ่าน 5G) : การสาธิตนวัตกรรมการสื่อสารระหว่างรถต่อรถ (Vehicle to Vehicle) ผ่านเครือข่าย 5G ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูง มีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีความเสถียรของระบบสูง ทำให้รถยนต์ 2 คัน สามารถสื่อสารข้อมูลการขับขี่ ข้อมูลความปลอดภัย และข้อมูลการจราจรไปมาระหว่างกันเองได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ซึ่งจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรในเส้นทาง
ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร
  • นวัตกรรม Mobile Surveillance / Object Detection (รถตรวจการณ์และรักษาความปลอดภัย) : นวัตกรรมรถตรวจการณ์และรักษาความปลอดภัย จาก Video Analytics และ AI ด้วยการนำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะ ส่งผ่านเครือข่าย 5G ไปยังห้องควบคุมกลาง ทำให้สามารถวิเคราะห์ภาพจำแนกวัตถุรอบคันรถ และตรวจจับลักษณะของรถ เช่น ป้ายทะเบียน, รุ่นของรถ,ยี่ห้อ, สีและลักษณะของรถ และการแจ้งเตือนความเสี่ยงในพื้นที่ต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ โดยหากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลรถต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ ระบบก็จะสามารถแกะรอยและแจ้งเตือนทันทีที่รถคันดังกล่าวขับเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้การเฝ้าระวังพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

และนายปรัธนา กล่าวต่ออีกว่า “นอกเหนือจากการทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยี 5G บนสภาพแวดล้อมจริง เพื่อสร้างโมเดล Smart City ต้นแบบการพัฒนาเมืองเพื่อความปลอดภัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เอไอเอสให้ความสำคัญก็คือการสร้างความเชี่ยวชาญของทีมงานและบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยี ให้กลายเป็น Smart People ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้ประกอบการ, เกษตรกร นิสิต และนักศึกษา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา เราได้ร่วมมือกับฟาร์มสุข ในการพัฒนาดิจิทัล แพลตฟอร์ม iFarm ที่ผสานเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นปั้น Smart Farmer ด้วยแนวคิด “สอน-เสริม-สร้าง” เพื่อยกระดับเกษตรกรไทย, การสร้างนวัตกรรม AIS School Van Clever ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถดูแลความปลอดภัยของบุตรหลานได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน นำร่องใช้งานแล้วในพื้นที่ภาคใต้เป็นที่แรก รวมถึงการเปิดให้บริการ AIS DigitALL Shop ช้อปดิจิทัลแห่งแรกของเมืองไทยที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการครบทุกฟังก์ชันและไลฟ์สไตล์ของคน Gen C ภายใต้ด้วยแนวคิด “The Unmanned Store” ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอคิว (No Queue) ไม่ต้องมีเคาน์เตอร์บริการ (No Counter Service) และไม่ต้องใช้เงินสด (No Cash) ให้บริการแล้วที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต”

ครั้งแรกในไทย! กับการบังคับรถไร้คนขับ ข้ามภูมิภาคผ่าน 5G ที่ไกลกว่า 950 กิโลเมตร

เพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นตั้งใจของเอไอเอสในการมอบบริการคุณภาพให้แก่พี่น้องชาวปักษ์ใต้ เอไอเอสจึงเปิดตัวแคมเปญล่าสุด “เอไอเอส ที่ 1 ตัวจริง เร็วแรงสุดทั่วภาคใต้” ที่ครั้งนี้ได้เลือก“เอกชัย ศรีวิชัย” นักร้องลูกทุ่งชื่อดังผู้เป็นความภาคภูมิใจของชาวใต้ เป็นตัวแทนในการสื่อสารความมุ่งมั่นของเอไอเอสได้อย่างเข้าถึงใจคนใต้อย่างแท้จริง โดยประเดิมจัดกิจกรรมทัวร์คอนเสิร์ตทั่วพื้นที่ภาคใต้ให้กับลูกค้าเอไอเอส ถึง 15 รอบการแสดงทั่วภาคใต้ โดยเฉพาะวันที่ 23 สิงหาคม จังหวัดสงขลา, 30 สิงหาคม จังหวัดตรัง, 31 สิงหาคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 11 กันยายน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ลูกค้าเอไอเอสเข้าชมฟรีตลอดงาน”

ชาวปักษ์ใต้เตรียมพบกับความพิเศษจากแคมเปญ “เอไอเอส ที่ 1 ตัวจริง เร็วแรงสุดทั่วภาคใต้” ทั้งแพ็กเกจมือถือ สิทธิพิเศษ คอนเทนท์ความบันเทิง ที่คัดสรรมาเพื่อชาวใต้โดยเฉพาะ

  •   สมาร์ทโฟนสุดคุ้มพร้อมแพ็กเกจถูกใจทั้งโทรและเล่นเน็ต ได้แก่ สมาร์ทโฟน AIS Super Smart Gen 1 ราคาเพียง 1,590 บาท ให้เล่นเน็ตสูงสุด 120 GB มูลค่า 1,400 บาท เมื่อใช้ซิมใหม่ที่มาพร้อมเครื่อง, ฟีเจอร์โฟน AIS Super Talk T1 ราคาเพียง 890 บาท โทร AIS ไม่อั้น 24 ชั่วโมง ฟรี!
  • แพ็กเกจซิมที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์คนใต้ ไม่ว่าจะเป็น The One SIM ซิมความบันเทิง ให้ดู YouTube และ AIS PLAY พร้อมฟังเพลงฟรีตลอดปี, Super Social SIM ซิมโซเชียลไม่อั้น, ZEED SIM ซิมเล่นเกมและโซเชียลเพื่อคนวัยเรียน ใช้ได้คุ้มๆ, AIS Lucky SIM ซิมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ  ให้เล่นเน็ตและโทรกลับบ้านราคาพิเศษขณะท่องเที่ยวในภาคใต้, ซิมพม่า เพื่อคนพม่าที่อาศัยในพื้นที่ภาคใต้ ให้เล่นโซเชียลฟรี พร้อมโทรกลับพม่าในราคาประหยัด
  • แพ็กเกจเสริมพิเศษ ให้เล่นเน็ตได้เต็มสปีด และโทรฟรีทุกเครือข่ายในราคาประหยัด สำหรับ 6 จังหวัดที่โฟกัสเป็นพิเศษในภาคใต้ ได้แก่ สงขลา, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา, สตูล และระนอง
  • จัดเต็มกับสิทธิพิเศษแบบ 360 องศาจากร้านอาหาร เครื่องดื่ม และแหล่งช้อปปิ้ง ดังทั่วภาคใต้มากกว่า 300 ร้าน ที่ เอไอเอส คัดสรรมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนปักษ์ใต้ พร้อมกิจกรรมมื้อนี้ฟิน วันนี้ฟรี ทั่วภาคใต้ ซึ่งมียอดลูกค้าใช้สิทธิ์กว่า 150,000 เลขหมายต่อปี

“วันนี้ภาคใต้มีศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่น และเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโต ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นและเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภาคใต้ และยังเป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาเพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงยังมีโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกมหาศาลรออยู่ ดังนั้น การที่สงขลาได้รับการสนับสนุนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมศักยภาพทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นพื้นที่ทดลอง ทดสอบ เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง 5G ทั้งหมดนี้ จะทำให้จังหวัดสงขลาและภาคใต้ เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและแข็งแกร่งอย่างแน่นอน” นายปรัธนา กล่าวทิ้งท้าย

Microsoft เปิดตัว SMS Organizer ทำให้เรื่องจัดการข้อความ บน Android ง่ายขึ้น

Microsoft เปิดตัวแอปฯ ซึ่งมีชื่อว่า SMS Organizer  มันเป็นแอปฯ​ ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานแทนแอปฯ SMS แบบเดิมบน Android โดยมันสามารถแบ่งและจัดเรียง จัดเก็บรายการ แจ้งเตือน SMS ต่างๆ สำรองข้อมูลก็ได้ ใช้ได้ง่ายและสะดวกกว่าที่เคย แถมยังมีเทคโนโลยี AI จาก Machine Learning ในการคัดแยก SMS ลงในโฟลเดอร์ต่างๆ บล็อก Spam ได้ด้วยตัวมันเอง (ไม่ต้องปวดหัวกับการแยก SMS ที่สำคัญๆ กับ SMS ขยะ อีกต่อไป)

Microsoft เปิดตัว SMS Organizer ทำให้เรื่องจัดการข้อความ บน Android ง่ายขึ้น

แอปฯ SMS Organizer นี้พัฒนามาจากส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Microsoft Garage Incubator (สตาร์ทอัพของทาง Microsoft) และในตอนแรกผู้พัฒนานั้นสร้างมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้งานในประเทศอินเดีย แต่ในตอนนี้ก็ได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั้ง อเมริกา, อังกฤษ และ ออสเตรเลีย (อีกสักพักน่าจะเข้าไทย)

ซึ่งพักนี้ทาง Microsoft ได้มุ่งเป้าหมายไปยังการพัฒนาแอปฯ ต่างๆ ลงแพลตฟอร์มอื่นๆ ทั้ง Android และ iOS กว่าที่เคย (นอกเหนือจากบน Windows) ก็เป็นเรื่องดีที่ทางผู้พัฒนาค่ายใหญ่ๆ นั้นหันมาสนใจการสร้างแอปฯ ที่มีประโยชน์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานกลุ่มต่างๆ ทั้งด้านการทำงานและใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้มีทางเลือกในการใช้ได้มากขึ้นอีกด้วยนะ
ที่มา : www.zdnet.com , www.theverge.com

Huawei เตรียมเปิดตัว Map Kit คู่แข่งใหม่ Google Maps ตุลาคมนี้

Apple มีแอปฯ แผนที่เป็นของตัวเองในชื่อ ‘Maps’ ทาง Microsoft ก็มี ‘Bing Maps’ แต่อย่างไรก็ตาม Google Maps ก็น่าจะเป็นแอปฯ แผนที่นำทางที่นิยมมากที่สุด แต่ล่าสุดทาง Huawei ก็มีแผนจะเปิดตัวบริการแอปฯ แผนที่นำทางของทางค่ายเองในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยชื่อ ‘Map Kit’

โดย Map Kit เป็นหนึ่งในบริการ Huawei Mobile Services (HMS) ที่ทางแบรนด์ได้เปิดตัวไปภายในงาน Huawei Developer Conference 2019 ซึ่งบริการอื่นๆ ในหมวดนี้ ก็ประกอบไปด้วย Site Kit, Location Kit, Drive Kit และ Scan Kit

ถึงแม้จะบอกว่าเป็นคู่แข่งกับ Google Maps แต่เหมือนว่าบริการ Map Kit นี้จะไม่ได้มีให้ผู้บริโภคได้ใช้กันโดยตรง แต่บริการนี้ ถูกออกแบบให้นักพัฒนาสามารถนำไปใช้พัฒนาแอปฯ โดยการใช้เครื่องมือของตัวบริการที่เกี่ยวข้องกับแผนที่ได้

โดยบริการ Map Kit นี้ ทางหัวเว่ยได้พัฒนาร่วมกับ Yandex บริษัทอินเทอร์เน็ตของทางรัสเซียและเว็บไซต์ท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ที่ชื่อว่า Booking Holdings โดยตัว Map Kit สามารถเชื่อมต่อกับบริการแผนที่ท้องถิ่นต่างๆ ที่รองรับกว่า 40 ภาษา ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศ และนอกจากการเข้าถึงแผนที่ในแต่ละประเทศแล้ว Map Kit ยังสามารถเข้าถึงการจราจรแบบเรียลไทม์ได้ มีระบบนำทางที่สามารถตรวจจับรถเปลี่ยนเลนได้ รวมทั้งยังรองรับเทคโนโลยี AR อีกด้วย

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ หาก Huawei คิดที่จะพัฒนาแอปฯ แผนที่ เป็นของตัวเอง เพราะหากเหตุการณ์ระหว่าง Huawei กับสหรัฐอเมริกาดำเนินต่อไป ก็จะทำให้สมาร์ทโฟนหัวเว่ยไม่สามารถใช้งาน Google Maps ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการของบริษัทฯ ในสหรัฐฯ ได้ และการพัฒนาบริการแผนที่นี้ ก็เป็นการขยายฐานโทรคมนาคมของทางหัวเว่ยให้กว้างไกลไปยังหลายประเทศมากขึ้นอีกด้วย
ที่มา : www.gizmochina.com

งานเข้า! MacBook Pro 2015 หากไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินไม่ได้

มีเพื่อนๆ คนไหนใช้ MacBook Pro 2015 หรือเปล่า? ถ้าใช่ล่ะก็ ควรรีบเปลี่ยนแบตฯ ให้เร็วเลยถ้ายังไม่ได้เปลี่ยน แล้วจำเป็นต้องเดินทางข้ามประเทศโดยเครื่องบินก็ควรเก็บไว้ที่บ้านก่อน เพราะตอนนี้ทางสนามบินในหลายๆ ประเทศเริ่มแบนไม่ให้นำ MacBook รุ่นดังกล่าวขึ้นเครื่องบินแล้วนั่นเอง (ปัญหาคล้ายๆ Note 7 ตอนที่เกิดไฟไหม้จนขึ้นเครื่องบินไม่ได้)

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration – FAA) ได้ทำการแบน MacBook Pro 2015 ที่ทาง Apple เรียกคืนปัญหาเรื่องแบตฯ เสี่ยงต่อการร้อนจนเกิดเพลิงไหม้ (Overheat) โดยรุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นที่วางจำหน่ายระหว่างเดือนกันยายน 2015 – กุมภาพันธ์ 2017

ขณะนี้ทางสายการบินหลักๆ ใน US ก็ได้ดำเนินการห้ามไม่ให้ MacBook รุ่นดังกล่าวขึ้นเครื่อง รวมทั้งสายการบินอื่นๆ และเครือข่ายขนส่งสินค้า TUI Group Airlines ในอีกหลายๆ ประเทศก็เริ่มบังคับใช้ด้วยเช่นกัน หากผู้ใช้งานจะนำเครื่องรุ่นที่มีปัญหาขึ้นเครื่องบินได้จะต้องทำการเปลี่ยนแบตฯ เสียก่อนถึงจะนำขึ้นเครื่องได้ตามปกติ


แล้วจะเช็คได้ยังไง ?

ทาง Apple ได้เปิดโครงการเปลี่ยนแบตฯ ฟรี สำหรับรุ่นที่มีปัญหาเรื่องแบตฯ ที่เสี่ยงระเบิดและเพลิงลุกไหม้ โดยเพื่อนๆ สามารถเช็ค Serial ของรุ่นที่ตัวเองใช้งานได้ที่ลิงก์นี้ https://support.apple.com/15-inch-macbook-pro-battery-recall

หากเครื่องของเราที่ใช้งานเข้าข่ายเครื่องที่อาจจะมีปัญหา เมื่อเช็ค Serial แล้วเครื่องจะโชว์ภาพดังนี้

งานเข้า! MacBook Pro 2015 หากไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินไม่ได้

ทางผู้เขียนก็ใช้ MacBook Pro Mid 2015 เป็นรุ่นที่มีปัญหาตามข่าว พอเช็คดูขึ้นว่ามีสิทธิ์เข้ารับการเปลี่ยนแบตฯ ผู้เขียนก็เลยนำเครื่องไปที่ศูนย์ Apple และพนักงานก็ได้ทำการเปลี่ยนแบตฯ ใหม่ให้ฟรี เป็นที่เรียบร้อย!

ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่เช็คแล้วเป็นรุ่นที่มีสิทธิ์เปลี่ยน (เครื่องที่อาจจะเกิดปัญหา) ตามนี้ก็สามารถนำไปเปลี่ยนแบตฯ ได้กับทางศูนย์ Apple Authorized Service Provider ใกล้บ้านได้เลยครับ ในระหว่างนี้ก็อย่าพึ่งใช้จะดีที่สุด จนกว่าจะได้เปลี่ยน
ที่มา : www.macrumors.com , www.laptopmag.com

อย่าเพิ่งอัปเดต Google Play Services เวอร์ชั่นล่าสุด ดูดแบตไวมาก

ช่วงนี้ใครอัปเดตแอปฯ บนแอนดรอยด์ไป แล้วแบตฯ ไวหมดกว่าเดิม สันนิษฐานได้เลยว่าไม่ใช่แบตฯ เสื่อม แต่สาเหตุมาจากแอปฯ Google Play Services เวอร์ชั่น 18.3.82 แน่ๆ ที่กินแบตฯ มือถือเราไปขนาดนั้น

มีผู้ใช้หลายคน ได้โพสต์รูปหน้า Battery Usage บนมือถือเพื่อมายืนยันถึงสาเหตุนี้ ให้กับทาง Android Police บนทวิตเตอร์ เผยให้เห็นว่าแบตฯ ถูกใช้งานมากขึ้น และสาเหตุก็เป็นเพราะแอปฯ Google Play Services ที่ทำงานใน Background กินแบตฯ ไปมากกว่า 15% ของการใช้งานแอปฯ ทั้งหมด (ตามปกติแล้ว แอปฯ กินแบตฯ ไม่มากขนาดนี้ มือถือผู้เขียนใช้ไป 5.9% เท่านั้น)

โดยข้อผิดพลาดของ Google Play Services เวอร์ชั่นใหม่นี้ จะรันฟังก์ชั่นหลายๆ อย่างในเบื้องหลังของระบบ ไม่ว่าจะเป็นแจ้งเตือน ฟังก์ชั่น GPS และอีกหลายๆ อย่าง ทำให้แบตเตอรี่ถูกใช้งานอย่างรวดเร็ว

สำหรับการตรวจสอบ เราสามารถไปเช็คเวอร์ชั่นของแอปฯ Google Play Services ในเมนู ‘ตั้งค่า > แอปพลิเคชั่น’ ได้ (มือถือแต่ละรุ่นจะมีรูปแบบชื่อเมนูที่แตกต่างกัน) หรือจะเข้าไปดูในหน้า ‘การใช้งานแบตเตอรี่’ ว่า Google Play Services กำลังดูดแบตเตอรี่เราอยู่หรือไม่? ก็ได้เช่นกัน

ซึ่งหากเช็คแล้ว ใครที่ได้รับผลกระทบจากแอปฯ Google Play Services เวอร์ชั่น 18.3.82 นี้ มีวิธีการแก้ไขอยู่ 2 อย่างด้วยกัน ดังนี้

  1. ลงทะเบียนเป็น Beta Tester ของแอป Google Play Services เพื่อที่จะได้อัปเดตเวอร์ชั่นใหม่ของแอปฯ โดยเร็ว
    (ลงทะเบียนได้ผ่านลิ้ง : https://play.google.com/apps/testing/com.google.android.gms)
  2. ลงแอปฯ เวอร์ชั่นก่อนหน้าผ่านไฟล์ .apk และปิดการใช้งาน Background Data ของแอปฯ ในการตั้งค่า เพื่อป้องกันการอัปเดตชั่วคราว

แต่ถ้ารู้สึกว่ายุ่งยาก ก็อาจจะทนใช้ไปก่อน แล้วรอให้ Google อัปเดตแอปฯ เวอร์ชั่นใหม่ให้เร็วที่สุดก็ได้เหมือนกันครับ
ที่มา : www.androidpolice.com , lifehacker.com


Apple ขยายเงินรางวัลโครงการ ‘ล่าบัคแลกค่าหัว’ สูงสุด 30 ล้านบาท

ค่ายผลไม้ (Apple) ประกาศขยายเงินรางวัลในโครงการ Bug Bounty (ล่าบัคแลกค่าหัว) ในงาน Black Hat Conference พร้อมกับจ่ายค่าตอบแทนให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัย (White Hacker) ที่ค้นพบบัคหรือโหว่ในระบบฯ macOS บนเครื่อง iMac, MacBook ทุกรุ่น รวมไปถึง Apple Watch, Apple TV และบริการ iCloud

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ค่ายผลไม้ (Apple) เปิดโครงการ Bug Bounty พวกเขาเคยเปิดมันมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนกับระบบฯ iOS และสำหรับในครั้งนี้เป็นการขยายเงินรางวัลให้ครอบคลุมอุปกรณ์และบริการของ Apple ให้มากขึ้น 

โดยเงินรางวัลที่จ่ายในโครงการนี้สูงสุดถึง $1,000,000 (ประมาณ 30 ล้านบาท) สำหรับการค้นพบบัคหรือช่องโหว่ระดับ Zero-Click (ร้ายแรงมากๆ) หรือการโจมตีระดับ Kernel (แกนกลางของระบบปฏิบัติการ) บนระบบฯ iOS ส่วนการค้นพบบน iCloud, iOS, tvOS, iPadOS, watchOS และ macOS ในระดับทั่วไปๆ จะมีเงินรางวัลสูงสุดอยู่ที่ $200,000 (ประมาณ 6 ล้านบาท)

ซึ่งการจ่ายเงินตอบแทนให้กับนักวิจัยด้านความปลอดภัย เป็นเรื่องที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ทำกันทั่วไป จะเป็น Google, Twitter, Microsoft, Amazon ฯลฯ ก็มีโครงการ Bug Bounty ทั้งหมด ประโยชน์คือช่วยอุดช่องโหว่ และป้องกันการนำช่องโหว่ไปขายในตลาดมืด
ที่มา : www.theverge.com

Google เปิดให้ใช้ลายนิ้วมือเพื่อ Login บัญชีบนเว็บได้แล้ว

โลกไร้รหัสผ่าน (Password-less) กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในอนาคตทุกคนจะใช้แค่ลายนิ้วมือในการ Login ทุกๆ อย่างผ่านมือถือสมาร์ทโฟน และไม่ต้องเจอะเจอกับปัญหาลืมรหัสผ่าน 

ล่าสุด Google ออกมาประกาศเปิดให้ใช้ฟีเจอร์การสแกนลายนิ้วมือ (Finger Print) รวมถึงวิธีอื่นๆ เพื่อ Login เข้าสู่บริการของ Google ผ่านมือถือ Pixel แล้ว และก็กำลังจะเปิดให้มือถือที่ใช้ Android 7 Nougat ขึ้นไป ได้ใช้ในเร็วๆ นี้

Google เปิดฟีเจอร์สแกนนิ้วแทน Password


วิธีการ Login ด้วนลายนิ้วมือผ่าน Google Password Manager

เจ้าฟีเจอร์ที่ว่านี้ใช้ Google Password Manager (passwords.google.com) โดยมีการทำงานด้วยคีย์ FIDO2 (มาตรฐานยืนยันตัวตน) ที่ประกอบไปด้วย WebAuthn (การยืนยันตัวตนผ่านเว็บ) ของ W3C และ Client-to-Authenticator Protocol (CTAP) โปรโตคอลยืนยันตัวตนระหว่างเบราว์เซอร์และอุปกรณ์

ซึ่งเว็บไซต์ใดๆ ที่เคยมีการบันทึกรหัสผ่านไว้ใน Google Password Manager เราจะสามารถใช้การ Login ด้วยลายนิ้วมือได้ (หมายความว่าต้องบันทึกรหัสผ่านไว้ใน Google Password Manager ก่อนจากนั้นก็ค่อยใช้ลายนิ้วมือในการ Login อีกที)

Google เปิดให้ใช้ลายนิ้วมือเพื่อ Login บัญชีบนเว็บได้แล้ว


ขั้นตอนการ Login ด้วยลายนิ้วมือบนมือถือ Android

ทาง Google กล่าวว่ามันปลอดภัยและไม่มีการเก็บลายนิ้วมือผู้ใช้ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ โดยข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บไว้ในเครื่อง และเมื่อมีการ Login จะทำการยืนยันกับลายนิ้วมือที่อยู่ในเครื่องก่อน แล้วค่อยส่งเฉพาะผลลัพธ์ไปยังเว็บไซต์

และในอนาคต Google จะนำไปใช้งานร่วมกับ Google Service อื่นๆ รวมถึงบริการของ Third-party ที่ผูกกับ Google Account อีกด้วย ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ Login ง่ายขึ้น แล้วยังตัดปัญหาการลืมรหัสผ่านออกไปได้เลย
ที่มา : www.neowin.net , security.googleblog.com