YouTube ทุ่มเงิน 100 ล้านดอลลาร์ตั้งกองทุนและแคมเปญสนับสนุน BlackLivesMatter

ที่ YouTube เราเชื่อว่าชีวิตของคนดำนั้นสำคัญ (Black Lives Matter) และพวกเราทุกคนควรที่จะล้างระบอบการเหยียดสีผิวนี้ออกไป เราจะร่วมประท้วงเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับ George Floyd, Breonna Taylor, Ahmaud Arbery และคนผิวดำอีกจำนวนมากที่เสียชีวิตไปเพราะการเหยียดสีผิวนี้ และเราต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าเราสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

Susan Wojcicki CEO ของ YouTube แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอต้องการที่จะสนับสนุนและผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมมากยิ่งขึ้นและได้โพสต์ข้อความดังกล่าวนี้ในบล็อกของ YouTube รวมทั้งได้ปล่อยคลิป “Bear Witness, Take Action” ออกไปในวันที่ 11 มิถุนายนเพื่อเชิญชวนให้ติดตามการพูดคุย, แชร์ประสบการณ์, ให้ความรู้เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและการถูกเลือกปฏิบัติของคนผิวดำในวันที่ 13 มิถุนายนที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ยังได้ออกมาประกาศว่าจะ ตั้งกองทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,100 ล้านบาท) เพื่อ “ขยายฐาน Creator ผิวดำ” ให้ได้มีพื้นที่สื่อในการสร้างสรรค์คอนเทนท์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น

เราได้พยายามทำงานอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เพื่อพัฒนาให้ YouTube เป็นพื้นที่ปลอดภัยและอิสระกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับคนผิวดำที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเสมอมา เราพยายามจะอุดช่องว่างในส่วนนี้และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ผิวดำทั้งศิลปิน, Creator และผู้ใช้ทั่วไปได้มีพื้นที่ในการแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ของพวกเขามากขึ้น และป้องกันไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งและหยามเหยียดจากบุคคลอื่น

และเมื่อปีที่ผ่านมาทาง YouTube ก็ได้ทำการลบคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาหรือชี้ชวนให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรงทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ, เพศ, สีผิว หรือรสนิยมทางเพศออกไปกว่า 100,000 คลิป และลบคอมเมนท์ที่มีเนื้อหาเดียวกันนี้ออกไปกว่า 100 ล้านคอมเมนท์เลยทีเดียว (แต่สำหรับ คดีการฟ้องร้องของกลุ่ม LGBTQ กับ YouTube ที่ยังยืดเยื้ออยู่ก็ไม่ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด)

อย่างไรก็ตาม YouTube ก็ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ออกมาสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมนี้ เพราะบริษัทแม่อย่าง Google เองก็ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัทจะบริจาคเงินจำนวน 12 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 37 ล้านบาท) ให้กับหน่วยงานผลักดันในเรื่องนี้ และทาง Apple เองก็ระบุว่าจะบริจาคเงิน 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,100 ล้านบาท) ด้วย ส่วน Facebook และ Amazon ก็ได้บริจาคเงินราว 10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการหยุดยั้งการเหยียดสีผิวด้วยเช่นกัน
ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com , youtube.googleblog.com

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จับมือกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวบริการ OTN Premium Private Line เป็นครั้งแรกในไทย รองรับองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน ชูจุดเด่นด้านการยกระดับแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น ด้วยอัตราการใช้งานที่สูงถึง 99.99% และความปลอดภัยที่สูงกว่าบริการ Private Line ทั่วไป เพื่อรองรับเทรนด์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในปี 2020 โดยมี ดร.สุรพันธ์ เมฆนาวิน กรรมการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) , พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) , ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย, MS Julie Ning Country Head, Thailand Representative Office บริษัท ไชน่า โมไบล์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ฯลฯ เข้าร่วมงาน จัดขึ้น ณ ห้องฉัตราบอลรูม 1-2 ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

จากเทรนด์การใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ทำให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จับมือกับหัวเว่ยเพื่อเสริมแกร่งภาพรวมตลาดบริการ Private Line ในประเทศไทยด้วยการเปิดให้บริการ Optical Transport Network (OTN) Premium Private-Line เพื่อตอบรับกับความต้องการใช้งานของกลุ่มองค์กรที่ต้องการใช้เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอัตราความเร็วการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงขึ้น มีเสถียรภาพของเครือข่ายที่ดีขึ้นและมีความปลอดภัยของเครือข่ายที่สูงขึ้นไปอีกระดับ

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่
สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ได้กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “CAT ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารข้อมูลรายใหญ่ในประเทศที่มีโครงข่ายครอบคลุมมากที่สุด ล่าสุด CAT มุ่งหน้ายกระดับตลาดบริการ Private Line ในประเทศไทยด้วยการเปิดตัวนวัตกรรม Optical Transport Network (OTN) Premium Private Line เป็นรายแรกในประเทศไทย ร่วมกับ (บริษัท) หัวเว่ย ซึ่งจะมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่ ท่อนำส่งข้อมูลแยกเพื่อรับประกันด้านความปลอดภัยของเครือข่าย Private Line, บริการเข้าถึงเครือข่ายตั้งแต่ขนาด 2M ถึง 100G, การันตีความเสถียรของค่าความหน่วง (Latency) สำหรับ E2E ในระดับมิลลิวินาที และเทคโนโลยีการป้องกันจากเหตุการณ์สายเคเบิลหลายสายขาดชำรุด โดยโซลูชัน ดังกล่าวจะช่วยเสริมแกร่งให้กับส่วนธุรกิจบริการ B2B ของ CAT และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตให้กับภาพรวมธุรกิจของ CAT ในปี 2020 ได้ ”

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย

นายคลอดิโอ ลูการี ผู้อำนวยการฝ่ายขาย DWDM โกลบอล โซลูชันส์ หัวเว่ย กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งขององค์กรเพิ่มสูงขึ้นมาก ภายในปี ค.ศ. 2025 ทางหัวเว่ยคาดว่าองค์กรกว่า 80% จากทั่วโลกจะหันมาใช้บริการคลาวด์ นอกจากนี้ 87% ขององค์กรทั้งหมดในปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของบริการ Private Line เป็นอันดับแรก และจากการที่กลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าองค์กรใช้ปริมาณดาต้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งส่งผลต่อความต้องการใช้งานบริการ OTN Premium Private Line ขององค์กรทั่วโลกสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย


นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด

นายวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ รองเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในการเปิดตัวบริการ OTN Premium Private Line ระหว่าง CAT และหัวเว่ย ยังช่วยตอบรับการเตรียมตัวของภาคธุรกิจและภาครัฐในประเทศไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างเต็มรูปแบบในปี 2020 ซึ่งจะต้องอาศัยการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านบริการคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น เพื่อรองรับการส่งต่อข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะข้อมูลจากแอปพลิเคชันที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าความหน่วง (latency sensitive application) ระหว่างสำนักงานใหญ่และสาขาย่อยขององค์กรประเภทธนาคาร โรงพยาบาล เป็นต้น

CAT จับมือหัวเว่ยเปิดตัวบริการ Premium Private Line เป็นรายแรกในไทย

ทั้งนี้เครือข่าย OTN Premium Private Line network จะมีฟีเจอร์หลัก 3 แบบดังนี้:

  1. เครือข่าย OTN แบบครบวงจรที่ให้ท่อนำส่งข้อมูลที่แยกจากเครือข่ายอื่น ๆ อย่างแท้จริง
  2. โครงข่ายใยแก้วนำแสงและเทคโนโลยี ASON (Automatically Switched Optical Network) เพื่อป้องกันการต่อต้านเส้นใยที่ตัดกันหลายๆ เส้นใย
  3. การนำเอาเทคโนโลยี Network Cloud Engine (NCE) มาใช้เพื่อการบริหารจัดการและควบคุมเครือข่ายแบบอัจฉริยะ

โดย OTN Premium Private Line ของ CAT และหัวเว่ยจะเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ด้านการเชื่อมต่อระหว่างฐานข้อมูลในองค์กรผ่านคลาวด์ ช่วยเสริมให้องค์กรนั้นๆ ดำเนินธุรกิจได้อย่างปลอดภัย เสถียร และมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราที่จะเกิดปัญหาของระบบต่ำถึง 0.01%”

ความโดดเด่นของบริการ OTN Premium Private Line ครอบคลุมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น, ค่าความหน่วง (Latency) ที่ต่ำลง ในขณะที่แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น รวมไปถึงมีความยืดหยุ่นของเครือข่ายที่สูง จึงเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเครือข่ายความเร็วสูงที่น่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยสูง เช่น สนามบิน, ธนาคาร, โรงพยาบาล, หรือองค์กรภาครัฐ เป็นต้น โดยเมื่อเทียบกับ Private Line แบบเก่า OTN Premium Private Line ตัวนี้จะมอบแบนด์วิดท์ที่เสถียรกว่า มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 99.99% และสามารถปรับแต่งการใช้งานได้ตามต้องการ

MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro

หัวเว่ยขยันผลิตแท็บเล็ตออกสู่ตลาดมาอย่างสม่ำเสมอ และก็ไม่มีรุ่นไหนที่มาเล่นระดับไฮเอนด์ให้ได้พอฟัดพอเหวี่ยงกับเจ้าตลาดในตอนนี้อยู่เลย แต่จากคลิปทีเซอร์ล่าสุดของแท็บเล็ตใหม่ ก็ดูเหมือนว่า Huawei MatePad Pro จะมีลุ้นเป็นความหวังนอกระบบอีโคซิสเท็มของแบรนด์ผลไม้ได้อยู่

โดยคลิปที่ปล่อยมา เป็นคลิปทีเซอร์สั้นๆ เพียง 16 วินาที ที่ได้เห็นตัวแท็บเล็ตและอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพียงผ่านๆ เท่านั้น และคงจะไม่มีข้อมูลอะไรให้ทราบกันจนกว่าจะเปิดตัวในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ในประเทศจีน (ส่วนประเทศอื่นๆ ต้องรอดูกัน)

เท่าที่เห็นในคลิป ตัวแท็บเล็ตน่าจะมีขนาดหน้าจอประมาณ 12 นิ้ว มีกล้องหลังคู่ กล้องหน้าเป็นแบบรู Punch-hole ที่มุมซ้ายบนของหน้าจอ รองรับอุปกรณ์เสริมอย่างปากกาสไตลัสและสมาร์ทคีย์บอร์ด มีการโชว์การทำงานเอกสาร แบ่งหน้าจอได้ และการวาดรูปที่มีการตอบสนองรวดเร็ว ที่ดูแล้วก็อาจจะแทนที่การใช้งานแล็ปท็อปหรือเป็นอีกทางเลือกนอกจาก iPad Pro ได้อยู่

ยังมีปริศนาอีกมากมายสำหรับ Huawei MatePad Pro ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ (น่าจะเป็นลักษณะเดียวกับ Huawei Mate 30) ชิปประมวลผลที่อาจจะเป็น Kirin 990 หรือการรองรับ 5G หรือเปล่า?

หัวเว่ยปล่อยทีเซอร์ MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro


กล้องหลังคู่ + แฟลช

หัวเว่ยปล่อยทีเซอร์ MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro


กล้องหน้าแบบ Punch-hole

หัวเว่ยปล่อยทีเซอร์ MatePad Pro แท็บเล็ตที่อาจมาท้าชน iPad Pro


รองรับปากกาสไตลัส
ที่มา : www.techradar.com

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์สามารถหาคำอธิบายถึงเรื่องการแยกแยะประสาทสัมผัสต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมองเห็นสีสันต่างๆ ของมนุษย์ที่มีความเชื่อมโยงกับลักษณะความยาวของแสงที่สายตาของมนุษย์รับได้, การรับรู้รสชาติอาหารและทำงานของปุ่มรับรสที่ลิ้น หรือจะเป็นการรับรู้อุณหภูมิและความเจ็บปวดต่างๆ ของผิวหนังก็ตาม แต่เมื่อเป็นเรื่องของการรับกลิ่นแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถที่จะหาคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องหลักการจำแนกกลิ่นต่างๆ ของมนุษย์ที่นอกเหนือไปจากการจดจำในสมองได้เลย เพราะประสาทการรับกลิ่นของมนุษย์นั้นค่อนข้างเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ เราอาจอธิบายถึงกลิ่นที่เราได้รับแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และความเคยชินก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการศึกษาที่ลึกลงไปถึงระดับโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ อีกด้วย

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ภาพจาก : https://theconversation.com/whats-that-smell-a-controversial-theory-of-olfaction-deemed-implausible-42449

ซึ่งในตอนนี้ทีมนักวิจัยสมองของบริษัท Google ก็ได้แสดงความสนใจในเรื่องนี้โดยได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และพวกเขาคาดหวังว่า AI น่าจะมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการหาคำอธิบายเรื่องนี้ได้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Arxiv (ฐานข้อมูลวิจัยออนไลน์ของมหาวิทยาลัย Cornell) ได้ระบุถึงขั้นตอนการสอนและฝึกฝน AI ให้สามารถจดจำและแยกแยะกลิ่นเอาไว้ว่า ทีมนักวิจัยได้สร้างชุดฐานข้อมูลที่บรรจุลักษณะโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ ราว 5,000 โมเลกุล โดยได้รับการช่วยเหลือจากช่างปรุงน้ำหอมในการให้คำอธิบายและระบุลักษณะเฉพาะของกลิ่นต่างๆ เช่น “กลิ่นหอมนวล”, “กลิ่นสดชื่น” หรือ “กลิ่นธรรมชาติ” เป็นต้น จากนั้นทีมวิจัยจึงได้ทำการแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 – 3 ชุด และนำเอาไปสอนให้ AI เรียนรู้และจดจำกลิ่นเพื่อแยกแยะโมเลกุลภายในกลิ่นต่างๆ จากภายในฐานข้อมูล ผลพบว่าอัลกอริทึมที่ใช้คาดการณ์ความเชื่อมโยงลักษณะโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ นั้นใช้การจำแนกโครงสร้างทางเคมีของกลิ่นนั้นๆ เป็นหลัก

“การจำแนกโมเลกุลต่างๆ ของกลิ่นจากโครงสร้างทางเคมีนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากและยังไม่มีใครศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะหากคุณเปลี่ยนแปลงหรือนำเอาอะตอมเพียงหนึ่งพันธะออกไปจากกลิ่นนั้นแล้วโครงสร้างทางเคมีของกลิ่นนั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย คุณอาจเปลี่ยนกลิ่นหอมของดอกกุหลาบเป็นกลิ่นก๊าซไข่เน่าได้เลย” Wiltschko หนึ่งในทีมวิจัยของบริษัท Google กล่าว

ไม่เพียงแค่บริษัทอย่าง Google เท่านั้นที่สนใจในเรื่องนี้ แต่ทีมวิจัยอื่นๆ เองก็ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการฝึกฝนให้ AI ได้เรียนรู้การจำแนกแยกแยะกลิ่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน Barbican Centre ในลอนดอนที่ได้กล่าวถึงเรื่องการใช้ AI และเครื่องมือต่างๆ ในการปรุงแต่งกลิ่นของดอกไม้ที่สูญพันธุ์ไปแล้วขึ้นมาใหม่ และในประเทศรัสเซียมีการนำเอา AI มาใช้ในการจำแนกกลิ่นและความรุนแรงของก๊าซที่อันตรายถึงชีวิต หรือบริษัท IBM ก็ได้ทำการทดลองให้ AI ปรุงน้ำหอมกลิ่นใหม่ขึ้นมา แต่ทีมของ Wiltschko นั้นดูเหมือนจะพิเศษกว่าทีมอื่นๆ อยู่มากหน่อย เพราะพวกเขาได้นำเอาการใช้ GNN (Graph Neural Network) หรือโครงข่ายประสาทเทียมในรูปกราฟโมเดลมาช่วยในการจำแนกประเภทของกลิ่นต่างๆ อีกด้วย

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ภาพจาก : https://thenextweb.com/artificial-intelligence/2019/10/24/google-is-training-an-ai-to-predict-a-molecules-smell/

และก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2015 ทีมวิจัยนี้ได้เคยจัดงาน DREAM Olfaction Prediction Challenge ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าแข่งขันในการบรรยายถึงลักษณะของกลิ่นต่างๆ ที่พวกเขาได้รับ และนักวิจัยก็ได้นำเอาผลของการแข่งขันนี้มาอ้างอิงในงานวิจัยชิ้นใหม่นี้เช่นกัน โดยนักวิจัยได้ทดสอบอัลกอริทึมต่างๆ เพื่อดูว่าพวกเขาจะสามารถฝึกฝนให้ AI ทายกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ ได้หรือไม่ และนำเอาผลมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม DREAM และ GNN นี้ ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นทั้งความมุ่งมั่นและความคืบหน้าในการศึกษาเรื่องการจำแนกกลิ่นของทางบริษัท Google อยู่มากเลยทีเดียว

แต่การใช้ GNN มาช่วยในการฝึกฝน AI ให้จำแนกกลิ่นนั้นก็ยังพบข้อบกพร่องอีกมาก โดยเฉพาะกับสิ่งที่เป็น Chiral Pairs หรือสิ่งที่มีจำนวนอะตอมและพันธะทางเคมีตรงกันแต่มีลักษณะรูปร่างหน้าตาและกลิ่นที่ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงอย่างกลิ่นของยี่หร่าและสเปียร์มินท์ ระบบ GNN นั้นตีความว่าทั้งสองกลิ่นนี้เป็นกลิ่นเดียวกันจากพันธะทางเคมีนั่นเอง

“เรารู้ดีว่ามันมีความผิดพลาดในส่วนที่เป็น Chilral Pairs ในฐานข้อมูลของเรา และเราก็ทราบดีว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะให้มันคาดการณ์หรือทายกลิ่นต่างๆ ออกมาได้อย่างถูกต้องในตอนนี้ แต่การวิจัยในครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการศึกษาเรื่องนี้”

ซึ่งในเรื่องนี้ทางทีมนักวิจัยของ Google ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใดแต่กำลังเร่งดำเนินการแก้ปัญหานี้ และยังคงเชื่อมั่นว่าการฝึกฝนให้ AI จำแนกลักษณะเฉพาะของโมเลกุลภายในกลิ่นต่างๆ นั้นถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการศึกษาอธิบายในเรื่องความสามารถในการจำแนกกลิ่นของมนุษย์ และมันอาจมีผลต่อวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่นๆ อย่างนักเคมีในการศึกษาและทำความเข้าใจถึงเรื่องประสาทสัมผัสในการรับและแยกแยะกลิ่นของมนุษย์เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่งก็เป็นได้

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ภาพจาก : https://ai.googleblog.com/2019/10/learning-to-smell-using-deep-learning.html

อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้ระบุถึงเรื่องการจำแนกกลิ่นที่ผสมปนกันในอากาศ แต่เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของงานวิจัยในสายนี้แล้วอาจบอกได้ว่ามันค่อนข้างที่จะไกลตัวไปเสียหน่อย เพราะแค่เฉพาะกลิ่นเดี่ยวๆ ยังมีข้อบกพร่องที่ยากจะแก้ไข ถ้าผสมรวมกลิ่นอื่นเข้าไปด้วยน่าจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากเลยทีเดียว
ที่มา : www.engadget.com , www.wired.com , ai.googleblog.com , arxiv.org

Razer เปิดตัวเกมมิ่งแล็ปท็อปที่ใช้ออพติคัลคีย์บอร์ดตัวแรกของโลก

Razer ประกาศเปิดตัวฮาร์ดแวร์คีย์บอร์ดใหม่แบบออพติคัล (Optical Keyboard) บนแล็ปท็อปตัวแรกของโลก ที่มีให้ใช้งานบน Razer Blade 15 Advanced เกมมิ่งแล็ปท็อปที่เล็กที่สุดในโลก เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานคีย์บอร์ดที่ตอบสนองได้รวดเร็วกว่าคีย์บอร์ดทั่วๆ ไปบนเกมมิ่งแล็ปท็อป

Razer เปิดตัวเกมมิ่งแล็ปท็อปที่ใช้ออพติคัลคีย์บอร์ดตัวแรกของโลก

โดยคีย์บอร์ดแบบออพติคัล จะใช้การตอบสนองด้วยแสงแทนที่จะเป็นสวิตซ์คลิกเหมือนอย่างคีย์บอร์ดชนิดอื่นๆ จึงทำให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วกว่า สามารถตอบสนองต่อคำสั่งของผู้เล่นในการเล่นเกมส์ที่รวดเร็วได้มากกว่าคีย์บอร์ดแบบทั่วๆ ไป และนอกจากการตอบสนองที่รวดเร็วแล้ว ตัวคีย์ต่างๆ ของคีย์บอร์ดยังมีไฟ Backlit ด้วย Razer Chrome RGB แยกแต่ละปุ่ม ที่เราสามารถเลือกตั้งสีที่ชอบได้ ออกแบบแพทเทิร์นได้มากกว่าล้านแบบ

ซึ่งสำหรับฮาร์ดแวร์ออพติคัลคีย์บอร์ดใหม่ของทาง Razer นี้ จะมีให้เลือกใช้งานเป็นออพชั่นเสริมบนเกมมิ่งแล็ปท็อป Razer Blade 15 โมเดล Advanced เท่านั้น ซึ่งเมื่อรวมราคาเบ็ดเสร็จแล้ว จะมีราคาสูงถึง 2,600 เหรียญ (ประมาณ 79,144 บาทไทย) และเริ่มเปิดให้สั่งซื้อกันบนเว็บไซต์รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว
ที่มา : bgr.com

Samsung เปิดตัว SSD รุ่นใหม่ระดับเซิฟเวอร์ความเร็ว 2 เท่าแถมไม่มีวันตาย

ทาง Samsung เปิดตัวอุปกรณ์เก็บข้อมูล SSDs (Solid-State Drives) ตัวใหม่สองรุ่น ใช้อินเตอร์เฟซเชื่อมต่อแบบ PCIe 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพให้เร็วมากยิ่งขึ้นแถมมีฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ใช้งานได้โดย “ไม่มีวันตาย” (หรือไม่พังนั่นเอง)

Samsung SSD รุ่นใหม่สองรุ่นนี้จะใช้ชื่อเรียกว่า PM1733 และ PM1735 ก่อน (อาจจะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) โดยจะออกมาในสองรูปแบบนั่นคือแบบ PCIe และ U.2 Type 2.5 นิ้ว โดยมีความจุต่ำสุดตั้งแต่ 0.8TB (800GB) ไปจนถึงความจุสูงสุด 30.72TB ส่วนประสิทธิภาพความเร็วของ SSD ทั้งสองรุ่นนั้นจะมีความเร็วดังนี้

  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 6,400MB/s
  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 8,000MB/s

และที่ว่า “ไม่มีวันตาย” นั่นก็เพราะ SSD ตัวใหม่นี้จะมากับเทคโนโลยี fail-in-place (FIP) อธิบายง่ายๆ คือหากชิป NAND ตัวหนึ่งเสีย SSD จะยังทำงานได้ตามปกติโดยไม่เสียไปทั้งตัว (ใช้งานได้แม้พังบางส่วน)

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี SSD Virtualization ที่สามารถจำลอง SSD หนึ่งตัวให้เหมือนมี SSD ขนาดเล็กได้สูงถึง 64 ตัวเลยทีเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บข้อมูลแยกพื้นที่เสมือนแบบส่วนตัว​ได้

อย่างไรก็ตามทั้งสองรุ่นดังกล่าว เป็น SSD สำหรับผู้ใช้งานระดับ Enterprise และ Production ที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วและความจุระดับสูง ซึ่งราคาจะต้องสูงกว่า SSD ในตลาดทั่วไปหลายเท่าอย่างแน่นอน
ที่มา : www.techradar.com , www.windowscentral.com

งานเข้า! MacBook Pro 2015 หากไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินไม่ได้

มีเพื่อนๆ คนไหนใช้ MacBook Pro 2015 หรือเปล่า? ถ้าใช่ล่ะก็ ควรรีบเปลี่ยนแบตฯ ให้เร็วเลยถ้ายังไม่ได้เปลี่ยน แล้วจำเป็นต้องเดินทางข้ามประเทศโดยเครื่องบินก็ควรเก็บไว้ที่บ้านก่อน เพราะตอนนี้ทางสนามบินในหลายๆ ประเทศเริ่มแบนไม่ให้นำ MacBook รุ่นดังกล่าวขึ้นเครื่องบินแล้วนั่นเอง (ปัญหาคล้ายๆ Note 7 ตอนที่เกิดไฟไหม้จนขึ้นเครื่องบินไม่ได้)

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration – FAA) ได้ทำการแบน MacBook Pro 2015 ที่ทาง Apple เรียกคืนปัญหาเรื่องแบตฯ เสี่ยงต่อการร้อนจนเกิดเพลิงไหม้ (Overheat) โดยรุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นที่วางจำหน่ายระหว่างเดือนกันยายน 2015 – กุมภาพันธ์ 2017

ขณะนี้ทางสายการบินหลักๆ ใน US ก็ได้ดำเนินการห้ามไม่ให้ MacBook รุ่นดังกล่าวขึ้นเครื่อง รวมทั้งสายการบินอื่นๆ และเครือข่ายขนส่งสินค้า TUI Group Airlines ในอีกหลายๆ ประเทศก็เริ่มบังคับใช้ด้วยเช่นกัน หากผู้ใช้งานจะนำเครื่องรุ่นที่มีปัญหาขึ้นเครื่องบินได้จะต้องทำการเปลี่ยนแบตฯ เสียก่อนถึงจะนำขึ้นเครื่องได้ตามปกติ


แล้วจะเช็คได้ยังไง ?

ทาง Apple ได้เปิดโครงการเปลี่ยนแบตฯ ฟรี สำหรับรุ่นที่มีปัญหาเรื่องแบตฯ ที่เสี่ยงระเบิดและเพลิงลุกไหม้ โดยเพื่อนๆ สามารถเช็ค Serial ของรุ่นที่ตัวเองใช้งานได้ที่ลิงก์นี้ https://support.apple.com/15-inch-macbook-pro-battery-recall

หากเครื่องของเราที่ใช้งานเข้าข่ายเครื่องที่อาจจะมีปัญหา เมื่อเช็ค Serial แล้วเครื่องจะโชว์ภาพดังนี้

งานเข้า! MacBook Pro 2015 หากไม่เปลี่ยนแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบินไม่ได้

ทางผู้เขียนก็ใช้ MacBook Pro Mid 2015 เป็นรุ่นที่มีปัญหาตามข่าว พอเช็คดูขึ้นว่ามีสิทธิ์เข้ารับการเปลี่ยนแบตฯ ผู้เขียนก็เลยนำเครื่องไปที่ศูนย์ Apple และพนักงานก็ได้ทำการเปลี่ยนแบตฯ ใหม่ให้ฟรี เป็นที่เรียบร้อย!

ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่เช็คแล้วเป็นรุ่นที่มีสิทธิ์เปลี่ยน (เครื่องที่อาจจะเกิดปัญหา) ตามนี้ก็สามารถนำไปเปลี่ยนแบตฯ ได้กับทางศูนย์ Apple Authorized Service Provider ใกล้บ้านได้เลยครับ ในระหว่างนี้ก็อย่าพึ่งใช้จะดีที่สุด จนกว่าจะได้เปลี่ยน
ที่มา : www.macrumors.com , www.laptopmag.com

Microsoft ยอมรับว่า Windows 10 เวอร์ชั่นล่าสุด อาจทำให้คอมบูทไม่ขึ้น

ชื่อเสียงด้าน Windows Updates ของ Microsoft นั้นไม่สู้ดีนัก เมื่อเดือนที่แล้วตัวอัปเดตที่ชื่อว่า “Patch Tuesday” ก็มีปัญหาทำให้คอมพิวเตอร์ที่อัปเดตไปบางเครื่องประสบปัญหาในการบูทเข้าระบบ ล่าสุดตัวอัปเดตที่เพิ่งจะปล่อยออกมาในเดือนนี้ก็มีปัญหาอีกเช่นกัน 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ windows 10

ทาง Microsoft ได้ยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้นจริง โดยผู้ใช้ที่พยายามทำการ Restore ระบบไปยังช่วงเวลาก่อนที่ Windows จะอัปเดตจะพบปัญหาในการบูต อันเกิดมาจาก “Stop Error 0xc000021a” ที่ทาง Microsoft ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของโหมดปกป้องระบบที่ทำงานผิดพลาด เนื่องจาก Windows พยายามดึงไฟล์ไดร์เวอร์จากเวอร์ชั่นของ Windows ที่แตกต่างกัน

สำหรับการแก้ปัญหา ผู้ใช้จะต้องทำการเข้า Windows Recovery Environment จากนั้นไปที่ Troubleshoot > Advanced options > More recovery options > Startup settings > Restart now

หรือทำการเข้า Startup settings ด้วยการกดปุ่ม F7 ในระหว่างที่ระบบกำลังบูท แล้วเลือก Disable driver signature enforcement เพื่อแก้ปัญหา
ที่มา : www.forbes.com , en.businesstimes.cn

เทิร์น iPhone แลก Pixel 3a หรือ 3a XL ใหม่ Google จ่ายให้สูงสุด $600

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย สำหรับสมาร์ทโฟน Pixel รุ่นประหยัดงบเครื่องแรกของทาง Google ทั้ง Pixel 3a และ 3a XL ที่ถูกลดสเปคต่างๆ ของ Pixel 3 ลงมาเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกกว่า แต่ก็ยังคงกล้องหลังเทพๆ จากรุ่นเรือธงให้ใช้งานกันอยู่แบบไม่ลดประสิทธิภาพ ซึ่งล่าสุดทาง Google ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ iPhone สามารถนำมือถือมาแลก Google Pixel 3a ใหม่ทั้ง 2 รุ่นได้ โดย Google จะตีราคาให้สูงสุด 610 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 19,300 บาทไทย) หากเป็น iPhone XS Max

ซึ่งดูแล้วคงมีความเป็นไปได้ยาก ที่สาวกแอปเปิ้ล จะยอมแลก iPhone รุ่นท็อป กับสมาร์ทโฟนมิดเรนจ์ ที่จริงๆ แล้ว Google ต้องจ่ายคืนลูกค้ามากกว่า 100 เหรียญสหรัฐ เพราะมูลค่าที่ทางบริษัทฯ ตีให้กับ iPhone XS Max ยังมากกว่าค่าตัวของ Pixel 3a XL เสียอีก แต่ถ้าหากต้องการนำ iPhone เครื่องเก่ามาแลกซื้อ Pixel ใหม่ ก็น่าสนใจอยู่ โดยค่าตัวของแต่ละรุ่น มีดังนี้ (ขึ้นอยู่กับสภาพและอายุการใช้งาน)

  • iPhone 6 ประมาณ 250 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7900 บาทไทย)
  • iPhone SE ประมาณ 260 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8,200 บาทไทย)
  • iPhone 8 มากกว่า 300 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9,495 บาทไทย)
  • iPhone X สูงสุดถึง 470 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 14,800 บาทไทย)

ซึ่งไม่เพียงแต่ iPhone เท่านั้น แต่ทาง Google ก็เปิดโอกาสให้นำสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ มาแลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, Huawei, LG หรือ Motorola รวมทั้งยังมีโบนัสให้สำหรับคนที่ซื้อ Google Pixel 3a และ 3a XL ก่อนวันที่ 18 พ.ค. นี้ ด้วยเงิน 100 เหรียญสหรัฐ สำหรับการจับจ่ายใช้สอยบน Google Store

การหันมาจับตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางของ Google Pixel เป็นสิ่งที่หลายๆ แบรนด์หันมาทำกันซักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่การออกโปรโมชั่นนี้มา เป็นการแสดงจุดยืนชัดเจน ว่าทาง Google เตรียมจะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวก iPhone
ที่มา : bgr.com

Apple Card บัตรเครดิตสุดเทพ ที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และได้เงินคืนทุกยอดการใช้จ่าย

Apple เปิดตัวบัตรเครดิตการ์ดแบบใหม่ “Apple Card” โดยให้นิยามว่าเป็นบัตรเครดิตชนิดใหม่ที่สร้างโดย Apple ไม่ใช่ธนาคาร อย่างไรก็ตาม อันที่จริงบัตรเครดิตนี้เกิดจากการที่ Apple จับมือกับสถาบันธนาคาร Goldman Sachs และ Mastercard ด้วย ดังนั้นจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารเลยก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่นัก แต่ถึงจะแบบนั้นบัตร Apple Card ก็มีความน่าสนใจอยู่หลายอย่างนะ 

ดีไซน์ของ Apple Card

สำหรับร้านที่ไม่รองรับ Apple Pay ทาง Apple ก็ได้ออกบัตรมาไว้ให้ใช้สำหรับรูดได้เช่นกัน โดยเป็นบัตร Titanium ของ Mastercard แต่บัตรจะแตกต่างบัตรเครดิตปกติ มันไม่มีหมายเลขบัตรเครดิต, CVV, วันหมดอายุ หรือลายเซ็นต์ด้านหลังตัวการ์ด ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย โดยข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเก็บเอาไว้ในแอป Wallet แทน ซึ่งเมื่อเราทำการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ตัวแอป Safari จะใส่ข้อมูลที่ต้องการให้เราอัตโนมัติ

Apple Card บัตรเครดิตสุดเทพ ที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และได้เงินคืนทุกยอดการใช้จ่าย

Apple Card + Wallet

บัตรเครดิต Apple Card จะทำงานร่วมกับแอป Wallet ของ iOS โดย Apple กล่าวว่าเพื่อให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น การเอาระบบ Machine learning เข้ากับ Location services มาช่วยในการระบุข้อมูลในใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายให้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ 

ปกติแล้วเวลาเราเห็นยอด สมมติว่า 1,050 บาท ในใบแจ้งยอด เราก็ต้องมานึกย้อนหลังว่ามันคือยอดอะไรฟะ? แต่ Apple Card จะใช้ตำแหน่งหมุดที่คุณทำการจ่ายเงินเพื่อระบุชื่อร้านที่คุณได้ใช้จ่ายออกมาให้ดูเลย ไม่ได้แสดงเป็นรหัสร้านค้าเหมือนระบบของธนาคาร

ตัวแอป Wallet เองก็ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อให้รองรับกับการทำงานร่วมกับ Apple Card ด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อเราแตะไปที่รายการจ่ายเงิน มันจะแสดงข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นราคา, Daily Cash, หมวดหมู่สินค้า และตำแหน่งที่เราจ่ายเงินบนแผนที่

Apple ยังเอาระบบวงแหวนข้อมูล (Ring system) ที่มีอยู่บน Apple Watch มาใช้ในการจัดการ และแสดงข้อมูลค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยให้เห็นอย่างชัดเจน เราสามารถหมุนวงแหวนเพื่อดูว่าเรราต้องเสียดอกเบี้ยอีกเท่าไหร่ ยอดยังเหลืออีกเยอะไหมได้โดยสะดวก

ความเจ๋งอีกอย่าง คือ แอป Wallet จะคอยเตือนให้เราชำระเงินด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคิดดอกเบี้ยจากยอดใช้จ่าย หรือจะตั้งค่าให้มันชำระเงินอัตโนมัติทุกสัปดาห์ หรือทุกครึ่งเดือนก็ทำได้เช่นกัน โดยมันจะบอกข้อมูลด้วยว่าจ่ายเท่าไหร่ ถึงจะลดดอกเบี้ยได้มากที่สุด ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมาคิดเลขเองให้ปวดหัว แอป Wallet จะคิดมาให้เสร็จสรรพอัตโนมัติ

Apple Card บัตรเครดิตสุดเทพ ที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และได้เงินคืนทุกยอดการใช้จ่าย
Apple Card บัตรเครดิตสุดเทพ ที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และได้เงินคืนทุกยอดการใช้จ่าย

Daily Cash

มันเป็นระบบรางวัลตอบแทนของบัตร Apple Card ที่เราว่าน่าสนใจมาก ทาง Apple ระบุว่าลูกค้าจะได้รับ “Daily Cash” เมื่อมีการใช้จ่ายผ่าน Apple Card ซึ่งตรงนี้พูดง่ายๆ ก็คือ Cash Back นั่นเอง เพียงแต่บัตรของ Apple เหมือนจะคืนเงินเป็นรายวันเลย  เงินที่ได้คืนมาสามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที ไม่ว่าจะเอาไปจ่ายหนี้ หรือโอนเข้าบัญชีธนาคาร

Daily Cash นี้จ่ายคืนให้ 2% ทุกรายการที่เราชำระผ่าน Apple Pay โดยไม่จำเป็นต้องเป็นร้านที่ร่วมรายการ และไม่มีการจำกัดยอดสูงสุดที่ได้คืนด้วย พูดง่ายๆ คือ เหมือนเราได้ส่วนลด 2% ทุกอย่างที่เราจ่ายผ่านบัตร Apple Card

ไม่เพียงเท่านั้นนะ หากเราใช้มันจ่ายค่าสินค้า หรือบริการของ Apple ไม่ว่าจะของที่ซื้อจาก Apple Store, Apple.com, แอปฯ จาก App Store หรือ iTunes, In-app purchases, ค่าบริการรายเดือน Apple Music หรือ iCloud รายจ่ายพวกนี้เราจะได้เงินคืนมาถึง 3% เลยล่ะ

ส่วนการจ่ายเงินโดยใช้แทนบัตรเครดิตปกติ (ไม่ได้จ่ายผ่าน Apple Pay) จะได้ Daily Cash แค่ 1%

Apple Card บัตรเครดิตสุดเทพ ที่ไม่มีค่าธรรมเนียม และได้เงินคืนทุกยอดการใช้จ่าย

มีระบบตรวจจับการโกงแบบเรียลไทม์

หาก Apple ตรวจจับได้ว่ามีการเก็บเงินที่ผิดปกติ มันจะส่งแจ้งเตือนเข้า iPhone ทันที ซึ่งเราสามารถตรวจสอบเพื่อรายงานปัญหา หรือยอมรับยอดดังกล่าวได้ทันที

Apple Card ยังมีระบบ Apple Business Chat ที่เราสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลาผ่านแอป Messages ทันทีที่เรารู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอบดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่มีค่าธรรมเนียมในการใช้งาน

Apple กล่าวว่าบัตรนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายแฝงใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม มันยังคงมีดอกเบี้ยนะ โดย Apple กล่าวว่าดอกเบี้ยจะมีการแปรผันต่อปีในช่วงระหว่าง 13.24% – 24.24% โดยหากคุณจ่ายเงินช้า คุณจะไม่โดนปรับค่าชำระเงินล่าช้า แต่ว่าดอกเบี้ยจะมีอัตราที่สูงขึ้นแทน

Goldman Sachs และ Mastercard

ความเจ๋งของสถาบันธนาคาร Goldman Sachs คือ ข้อมูลลูกค้าจะไม่มีการนำไปขายให้กับบุคคลที่สาม เพื่อใช้ในการทำตลาด หรือโฆษณา ส่วน Mastercard ก็จะช่วยให้ผู้ถือบัตรสามารถใช้การ์ดนี้รูดได้ทั่วโลกที่ไม่รองรับ Apple Pay นั่นเอง

สมัครใช้งานได้เมื่อไหร่?

Apple บอกเพียงว่าจะเปิดให้สมัครใช้งานได้ในเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่บอกวันที่แน่นอน ใครที่สนใจก็สามารถลงทะเบียนรับการแจ้งเตือนเมื่อสามารถสมัครได้ที่ https://www.apple.com/apple-card/#section-notify เลย
ที่มา : 9to5mac.com , www.apple.com