Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว

Google เปิดตัว Android 11 Beta 3 หรือ Public Beta ให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไปทดสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครอยากดาวน์โหลด Android 11 สามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้า developer ของ Android ได้เลย แต่ยังจำกัดการทดสอบบนสมาร์ทโฟน Google Pixel บางรุ่นเท่านั้น

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://developer.android.com/android11

โดย Android 11 Beta 3 เปิดให้ดาวน์โหลดและทดสอบการใช้งานจนถึงวันที่ 8 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทาง Google อธิบายว่า Android 11 เวอร์ชัน Beta นี้จะเป็นการปล่อยให้ทดสอบครั้งสุดท้าย และจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ตามมา

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://www.phonearena.com/news/last-beta-version-of-android-11-released_id126457

ส่วนใครที่มี Google Pixel รุ่นที่รองรับอยู่ในมือ สามารถดาวน์โหลด Android 11 Beta 3 ได้ที่ developer.android.com/android11 และคลิกที่ปุ่ม Get the Beta ซึ่งในเว็บก็จะระบุไว้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นไหนรองรับการทดสอบ Android 11 บ้าง ซึ่งมีทั้ง Pixel 2, Pixel 2 XL, Pixel 3, Pixel 3 XL, Pixel 3a, Pixel 3a XL, Pixel 4, Pixel 4 XL จากนั้นเปิดใช้งานได้ที่เมนูตั้งค่าในสมาร์ทโฟนแล้วเลือก System > Advanced > System Update และกดปุ่มสีฟ้าบริเวณมุมขวาล่างเพื่อ Download and Install

นอกจากนี้ ใน Android 11 Beta 3 ยังอัปเดตระบบ Notification ใหม่ มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Bubbles เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ พร้อมกับการอ่านและส่งข้อความ อีกทั้งยังอัปเดต Emoji แบบใหม่ ออกแบบให้ดูเป็น 2 มิติมากขึ้น ลดในส่วนของแสงเงาให้น้อยลง
ที่มา : www.phonearena.com , www.androidpolice.com , android-developers.googleblog.com

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด

ทาง Apple ได้ออกมาประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับ iMac รุ่นใหม่ของบริษัทว่ามันจะมีขนาดหน้าจอ 27 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีข่าวออกมาว่า ทาง Apple อาจเปลี่ยนดีไซน์ของ iMac ใหม่ แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ดีไซน์ภายนอกในรูปแบบเดิม และเพิ่มการอัปเกรดสเปคภายในแทน ซึ่งทางบริษัทก็ได้ทำการเพิ่ม SSDs ที่ผู้ใช้เรียกร้องกันมาเป็นจำนวนมากเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย และเพิ่มความคมชัดของกล้อง Webcam สูงสุดถึง 1080p HD (รุ่นเก่าๆ ทำได้เพียง 720p)

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://store.storeimages.cdn-apple.com/8756/as-images.apple.com/is/imac-27-selection-hero-202008?wid=904&hei=840&fmt=jpeg&qlt=80&op_usm=0.5,0.5&.v=1594932848000

โดย CPU ของ iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้งานชิป CPU Gen10 ของ Intel (Comet Lake) ในการประมวลผล และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยได้มีข่าวเรื่องที่ Apple จะพัฒนา CPU ชิปเซ็ตของตนเองที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM (ชิปประมวลผลขนาดเล็ก) แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้นำเอามาปรับใช้กับ iMac ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้

แต่จะมีชิป “T2 Security” ที่เป็นชิปควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆ ที่ทาง Apple พัฒนาขึ้นเอง โดยมันจะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดภายใน SSD ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งาน iMac ได้อย่างปลอดภัย และด้วยชิป T2 นี้ก็เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฟีเจอร์ต่างๆ บน iMac ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคุมแสงหน้าจอ หรือการตรวจจับใบหน้า (ใช้ร่วมกับ Webcam) เป็นต้น

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://www.theverge.com/2020/8/4/21353899/apple-imac-2020-webcam-price-specs-release-date-announcement

สำหรับ GPU ก็ยังคงใช้ของค่าย AMD ยังเดิม แต่ได้เปลี่ยนมาใช้ AMD Radeon Pro 5300 ที่เป็น GPU รุ่นเดียวกับ MacBook Pro ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อรองรับการประมวลผลกราฟิกที่เสถียรมากยิ่งขึ้น และใช้จอภาพ Retina 5K (5120 x 2880) โดยมีตัวเลือกกระจกหน้าจอแบบ “Nano Texture” ที่จะช่วยลดการสะท้อนของหน้าจอเข้ามาอีกด้วย (เพิ่มเงินอีกประมาณ 17,500 บาท)

ในส่วนของราคานั้น Apple ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี โดยจะสามารถแบ่งราคาตามสเปคของ iMac ได้ ดังนี้

  • 62,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.1GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 256GB
  • 69,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.3GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB
  • 79,900 บาท CPU : Core i7 (8-Core) ความเร็ว 3.8GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5500 ขนาด 8GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB

ที่มา : techcrunch.com , www.engadget.com , www.theverge.com , www.apple.com

สมาคม CTA ประกาศปรับรูปแบบการจัดงาน CES 2021 ให้เป็นงานแบบออนไลน์

สมาคม CTA (Consumer Technology Association) ได้ออกมาประกาศชัดว่างาน CES 2021 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคมปีหน้านี้จะเป็นงานในรูปแบบ All-Digital Experience หรือการจัดงานแบบออนไลน์ทั้งหมด และจะไม่มีการจัดแสดงสินค้าต่างๆ เหมือนกับปีที่แล้วมาแต่อย่างใด

และปกติแล้วทางสมาคม CTA จะจัดงาน CES ขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมของทุกปีที่ศูนย์ประชุมกลางของเมือง Las Vegas สหรัฐอเมริกา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ของทั้งสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ก็ทำให้ Gary Shapiro CEO ของ CTA ตัดสินใจประกาศว่าจะปรับรูปแบบของงาน CES 2021 ในปีหน้าให้เป็นงานแบบออนไลน์แทน

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นทำให้สาธารณะสุขทั่วโลกตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ดังนั้นการเชิญบุคคลจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันเป็นหมื่นๆ คนใน Las Vegas เพื่อติดต่อธุรกิจหรือจัดแสดงสินค้าก็คงไม่เหมาะสมนัก และแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่พวกเราให้ความสนใจก็สามารถเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ได้ เพราะมันมีส่วนช่วยอย่างมากในการเรียน, ทำงาน และติดต่อสื่อสารกันในช่วงการระบาดของไวรัส – และด้วยเทคโนโลยีนี้เองทำให้เราตัดสินใจว่าจะจัดงาน CES 2021  ในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด (All-Digital Experience) เราเชื่อว่ามันน่าจะเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของทั้ง Exhibitor (ผู้ที่มาออกบูธในงาน) และผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้

สำหรับวัน-เวลาการจัดงานก็ยังยืนว่าว่าจะดำเนินการจัดงานตามกำหนดการณ์เดิม คือ วันที่ 6-9 มกราคม ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) แต่ต้องรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการจัดงาน, กฎการเข้าร่วมและจัดแสดงงานจากทางสมาคมอีกทีหนึ่ง และ Gary ยังทิ้งท้ายอีกว่าหากเป็นไปได้เขาก็วางแผนจะกลับไปจัดงาน CES 2022 ที่ศูนย์ประชุมกลาง Las Vegas ดังเดิม
ที่มา : gizmodo.com , sea.mashable.com , www.cta.tech

Apple ขยายโปรแกรม Trade-in ให้ผู้ใช้ยกเครื่อง Mac มาแลกรับส่วนลดที่ Apple Store ได้แล้ว

ผู้ใช้อุปกรณ์ Mac ไม่จำเป็นที่จะต้องรอการตอบกลับจากทางบริษัทในการขอแลกเครื่องผ่านเว็บไซต์อีกต่อไป เพราะล่าสุดทาง Apple ได้ออกมาประกาศเพิ่มโปรแกรม แลกเครื่องสำหรับอุปกรณ์ Mac ที่ร้านค้า (Apple Store) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยผู้ใช้จะสามารถยก Mac เครื่องเก่ามา แลกรับส่วนลด ในการซื้ออุปกรณ์ Mac เครื่องใหม่ หรือเลือกรับเป็น Apple Gift Card (บัตรส่วนลดการซื้ออุปกรณ์ของ Apple) ที่ Apple Store ได้ ทั้ง MacBook, iMac, Mac Pro และ Mac mini

Apple ขยายโปรแกรม Trade-in ให้ผู้ใช้ยกเครื่อง Mac มาแลกรับส่วนลดที่ Apple Store ได้แล้ว


ภาพจาก : https://www.apple.com/shop/trade-in

ทางบริษัทระบุว่าการขยายบริการโปรแกรมแลกเครื่องที่ Apple Store นั้นน่าจะช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจนำเอาเครื่องเก่ามาแลกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเสียเวลารอการดำเนินการและส่งสินค้าทางไปรษณีย์ที่ยุ่งยาก และการวอล์คอินเข้ามานี้ก็ ช่วยให้ผู้ใช้ได้มาสัมผัสและทดลองใช้งานอุปกรณ์อื่นๆ ของ Apple เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Apple ขยายโปรแกรม Trade-in ให้ผู้ใช้ยกเครื่อง Mac มาแลกรับส่วนลดที่ Apple Store ได้แล้ว


ภาพจาก : https://9to5mac.com/2019/09/21/new-apple-stores-houston-bloomington-bridgewater-openings/

นอกจากนี้ ทาง Apple ยังได้อัปเดตราคาส่วนลดการแลกเครื่องของสมาร์ทโฟน Android เข้ามาภายในเว็บไซต์ของบริษัทอีกด้วย โดยในตอนนี้รับแลกเครื่องเฉพาะแค่ Samsung Galaxy, Note และ Google Pixel บางรุ่น ส่วนสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดอื่นๆ นั้นทางบริษัทก็ระบุว่า ยินดีที่จะรับรีไซเคิลให้ฟรี (สามารถเอาเครื่องเก่าไปให้ Apple ทำการรีไซเคิลได้ แต่จะไม่ได้รับส่วนลดจากทางบริษัท)

อย่างไรก็ตาม โปรแกรมแลกเครื่อง Mac ที่ Apple Store นั้นได้นำร่องการบริการในสหรัฐอเมริกา (15 มิถุนายน) และแคนาดา (18 มิถุนายน) เท่านั้น ในส่วนของ Apple Store ของประเทศอื่นๆ นั้นต้องรอการประกาศอีกทีหนึ่ง
ที่มา : www.engadget.com , www.bloomberg.com , www.apple.com

Google เปิดตัว Keen โซเชียลเน็ตเวิร์คคล้าย Pinterest แชร์และเสพไลฟ์สไตล์ที่ชอบอย่างไม่รู้จบ

ทีม Area 120 จาก Google เปิดตัวแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบใหม่ ที่มาในรูปแบบเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันบน Android ชื่อว่า “Keen” ให้เราสามารถบันทึกรูปภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์สไตล์ที่สนใจ สร้างไว้เป็นคอลเลคชั่นส่วนตัว เพื่อนำมาแชร์ให้เพื่อนกดไลค์ หรือกดติดตามคอลเลกชั่นของเราได้ 

ความโดดเด่นของ Keen คือผู้ใช้ไม่ต้องไปค้นหาข้อมูลกิจกรรมจากไหนไกล แค่สนใจอะไรอยู่ตอนนั้น ก็เสิร์ชหาหัวข้อ (Topic) ที่สนใจได้เลย เช่น การฝึกสุนัข การทำขนม ดารา การท่องเที่ยว ซึ่งระบบจะช่วยแนะนำทั้งบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่เกี่ยวข้อง จากหลายเว็บไซต์ให้เราได้นำมารวบรวมบันทึกไว้เป็นคอลเลกชั่นของตัวเอง หรือแม้กระทั่งสามารถอัปโหลดรูป หรือวิดีโอของตัวเองใส่ลงไปในคอลเลกชั่นก็ยังได้ 

Keen จะช่วยให้คุณเสพเนื้อหา หรือสะสมคอลเล็กชันที่คุณรัก เพื่อแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น สิ่งที่คุณชอบจะถูกจดจำด้วยระบบ AI เพื่อบันทึกไว้ และนำเสนอเนื้อหาแบบเดียวกันเพิ่มให้แบบไม่รู้จบ

– CJ Adams หนึ่งในผู้พัฒนา Keen –

ความพิเศษอีกอย่างของ Keen ก็คือระบบ AI ที่ถูกใส่เข้ามาช่วยจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้ คือ ถ้ายิ่งผู้ใช้สนใจเนื้อหาประเภทไหนมากเป็นพิเศษ เช่นค้นหาบ่อยๆ คลิกดูบ่อยๆ ระบบ AI ก็จะคอยแสดงเนื้อหาใหม่ๆ ของหัวข้อประเภทนั้นเข้ามาให้เรื่อยๆ บนหน้าฟีดหลัก ทำให้เวลาที่เปิดเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน Keen ขึ้นมา เราก็สามารถเลื่อนดูฟีด เพื่อเพิ่มเติมเนื้อหาในคอลเลกชั่นส่วนตัวได้ตลอด ซึ่งพอฟังรูปแบบของระบบนี้ ก็ดูละม้ายคล้ายกับ แพลตฟอร์ม Pinterest ชื่อดังเหมือนกันนะ

นับว่า Keen ถือเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่ที่น่าใช้อยู่เหมือนกัน เพราะจุดเด่นของมันสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ในเรื่องของความสะดวกสบายได้อย่างดี ถ้าใครสนใจอะไรเช่น งานศิลป์ รูปภาพไอดอล หรืองานอดิเรกอื่นๆ ก็ไม่ต้องค้นหาเอง เพราะในแพลตฟอร์มนี้รวมทุกอย่างมาเสิร์ฟให้ถึงที่ แถมยังตามเทรนด์ของสายอวดในยุคนี้ มอบโอกาสให้เราได้เป็นผู้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นส่วนตัวไว้อวดใครต่อใครได้

แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดที่เหมือนกับ Pinterest ก็ดูเหมือนจะเข้ามาซ้ำตลาดหน่อยๆ ซึ่งจะประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเหนือกว่าหรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันอีกที
ที่มา : www.engadget.com , techcrunch.com

YouTube เพิ่ม Shoppable Ads และปรับหน้าการโฆษณาใหม่ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น

YouTube ปรับปรุงการโฆษณาใหม่ให้ “ง่ายต่อการซื้อขาย” และสะดวกต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ขายมากขึ้น เพราะทางบริษัทได้อธิบายว่าจากการสำรวจพบว่าผู้ใช้ราว 70 % ตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีโฆษณาปรากฏอยู่บนหน้า YouTube ดังนั้นทางบริษัทจึงได้เพิ่มบริการให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้จากหน้าการโฆษณาง่ายขึ้นจากเดิม โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกดูสินค้าเพิ่มเติมและกดที่ Shop Now เพื่อเข้าสู่หน้าการซื้อสินค้าได้

สำหรับร้านค้าที่ต้องการขึ้น Shoppable Ads จะต้องซิงก์เข้ากับ Google Merchant Center เข้ากับวิดีโอโฆษณา จากนั้นกดที่ “Call to Action” และเลือกสินค้าที่ต้องการให้แสดงผลบน YouTube ได้ตามต้องการ

YouTube เพิ่ม Shoppable Ads และปรับหน้าการโฆษณาใหม่ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น


ภาพจาก : https://www.blog.google/products/ads/new-ways-to-drive-action/

นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรโมตโฆษณามากขึ้นด้วย Video Action Campaigns ที่จะทำการดึงโฆษณาทั้งจากหน้าแรกของ YouTube, ภายในวิดีโอ และ Google Video Partner เข้ามาเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการหรือร้านค้าที่ซื้อการโฆษณาจาก YouTube ในราคาประหยัด

YouTube เพิ่ม Shoppable Ads และปรับหน้าการโฆษณาใหม่ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น


ภาพจาก : https://www.blog.google/products/ads/new-ways-to-drive-action/

และสำหรับผู้ใช้ทั่วไปทางบริษัทก็ระบุว่าจะเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในโฆษณาเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดเวลาที่ผู้ใช้จะต้องสลับไปค้นหารายละเอียดของสินค้าที่สนใจขณะดู YouTube โดยทางบริษัทก็หวังว่าการอัปเดตใหม่นี้จะช่วยเหลือให้ทุกคนสามารถโปรโมตสินค้าและตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ที่มา : techcrunch.com , www.blog.google , www.tubefilter.com , 9to5google.com

Apple เตรียมเปิดตัว Macbook พร้อมชิป ARM รุ่นใหม่ในงาน WWDC 2020

ในปีนี้งาน Worldwide Developers Conference หรืองานประชุมผู้พัฒนา WWDC 2020 ที่จะจัดขึ้นภายในวันที่ 22 มิถุนายน ในรูปแบบออนไลน์บนโปรแกรม Video Conference ดูเหมือนว่า Apple จะมีแผนเปิดตัวซีพียู Macbook รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนจากชิปประมวลผลของ Intel มาเป็นชิป ARM

หลายคนอาจยังไม่ทราบผมจะขออธิบายเรื่องของ ซีพียู ARM ง่ายๆ ก่อน ว่าเป็นชิปประมวลผลขนาดเล็กสำหรับพกพา ซึ่งแน่นอนว่าสามารถทำงานได้ดี แต่อาจจะไม่ได้ครอบคลุมเหมือนของ Intel ซึ่งซีพียู ARM เป็นชนิดของซีพียูที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้กับ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมไปถึงแล็ปท็อปบางรุ่นในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตอาจมีการพัฒนานำไปใช้กับ Supercomputer อีกด้วย จุดเด่นคือใช้พลังงานไม่มาก และกินไฟน้อยกว่า ทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้ดีนั่นเอง

แต่ทั้งนี้เราก็ต้องมารอดูกันอีกทีว่าความสามารถของ ซีพียู ARM ที่พัฒนาโดย Apple จะมีความโดดเด่นในด้านไหนบ้าง แต่เบื้องต้นที่ทราบมาคือดัดแปลงมาจาก ชิป A14 ของ iPhone 12 และก่อนหน้านี้คาดว่าจะเปิดตัวพร้อม Macbook รุ่นต่อไปในปีหน้า (ค.ศ. 2021) แต่ตอนนี้กำหนดการอาจกลายเป็นปีนี้เลย

โดยรายงานจาก Bloomberg บอกว่าเหตุที่ Apple ต้องทิ้ง Intel ไป เพราะเกิดจากการที่ชิป Performance ของ Intel มีการพัฒนาที่ล่าช้าไม่ทันคู่แข่ง บวกกับ Apple ได้ทดสอบแล้วว่าชิป ARM ของตัวเองมี Performance ที่ดีกว่าจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปนั่นเอง
ที่มา : www.theverge.com , www.bloomberg.com

Fitbit เตรียมจับฟีเจอร์ Google Assistant ลงใน SmartWatch รุ่นใหม่ๆ

แม้ Google จะส่งผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ลงในสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ คอมพิวเตอร์ Chromebooks และลำโพงอัจฉริยะ Google Assistant แต่กลับไม่มีใน SmartWatch แบรนด์อื่นๆ เลย จนกระทั่งมีผู้พบเห็นข้อมูลว่า Google Assistant อาจไปอยู่ในนาฬิกาของ Fitbit รุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้ Wear OS จากไฟล์ XML ที่คาดว่าน่าจะหมายถึง Google Assistant

Fitbit เตรียมจับฟีเจอร์ Google Assistant ลงใน SmartWatch รุ่นใหม่ๆ
https://9to5google.com/2020/06/11/google-assistant-fitbit-support/

แม้ว่า SmartWatch ของ Fitbit อย่าง Versa 2 จะเคยใช้ Alexa ของ Amazon มาก่อน แต่เหมือนว่าเพิ่งจะได้ฤกษ์งามยามดีที่ Fitbit จะหันมาใช้ Google Assistant ส่วนหนึ่งมาจากก่อนหน้านี้ Google ยังไม่ได้สนใจในตัว SmartWatch มากนัก แม้นี่จะไม่ใช่ฟีเจอร์ใหม่ๆ น่าตื่นตา แต่ว่า Google Assistant ก็เป็นส่วนเสริมที่ดีเมื่ออยู่ใน SmartWatch และทำให้ Google และ Fitbit หันมาร่วมมือกันสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสงสัยว่า SmartWatch รุ่นถัดไปจาก Fitbit จะหันมาใช้ Wear OS หรือไม่ หรือ Google จะเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ในชื่อว่า Pixel เหมือนสมาร์ทโฟนของตัวเองหรือเปล่า งานนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ยังต้องลุ้นกันต่อไป
ที่มา : www.androidpolice.com , 9to5google.com

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

 Google Maps จะช่วยให้การใช้ชีวิตของหลายๆ คนง่ายมากขึ้นจากการค้นหาตำแหน่ง (Location) ต่างๆ แต่ในบางสถานที่ที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในชนบทหลายๆ แห่งก็ไม่มีที่อยู่ (Address) บน Google Maps และมักจะแสดงผลเป็นพื้นที่ใหญ่ๆบริเวณข้างเคียงแทน ทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นชินเส้นทางหลายคนยังคงหลงทางอยู่แม้ว่าจะเปิด Google Maps เพื่อช่วยนำทางแล้วก็ตาม

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น


ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-vector/error-404-concept-landing-page_5156007.htm#page=1&query=lost&position=13

ทาง Google ก็ได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้และได้ ดำเนินการแก้ไข มาเป็นเวลาหลายปี แต่สิ่งที่บริษัทได้แก้ไขนั้นไม่เพียงแค่เพิ่ม Address ที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้ทำการพัฒนา Plus Codes ที่จะช่วยให้การระบุตำแหน่งของผู้ใช้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะมันจะทำการระบุ Locaion ด้วยการจับพิกัดละติจูดและลองจิจูดจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเปิดแอปพลิเคชัน Google Maps ก็จะมีจุดสีน้ำเงินที่แสดงตำแน่งของผู้ใช้ในขณะนั้นปรากฏขึ้นมา และหากกดเข้าไปที่ จุดสีน้ำเงินก็จะมีรหัส 6 ตัวของ Plus Codes ที่ผู้ใช้สามารถเลือกส่งตำแหน่งให้กับบุคคลอื่นๆ ระบุตำแหน่งของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะรหัส Plus Codes นี้จะสามารถทำการค้นหาบน Google และ Google Maps ได้

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น


ภาพจาก : https://blog.google/products/maps/an-address-for-everywhere-plus-codes/

และบริษัทก็คาดหวังว่าการเพิ่ม Plus Codes เข้ามาจะช่วยให้ผู้ใช้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุด่วนอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เพราะมันน่าจะช่วยประหยัดเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ในการตามหาตำแหน่งของผู้ที่ขอความช่วยเหลือได้มากเลยทีเดียว โดย Sundar Pichai CEO ของบริษัทได้กล่าวว่า

ด้วยที่อยู่ในระบบดิจิทัล (Digital Address) นี้จะช่วยให้ผู้คนอีกจำนวนมากได้เข้าการบริการต่างๆ ที่มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการบริการขนส่งต่างๆ รวมทั้งช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นอีกด้วย

สำหรับการใช้งาน Plus Codes บนแอปพลิเคชัน Google Maps นั้น ทางบริษัทระบุว่าจะปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ Android ได้ใช้งานกันใน Google Maps เวอร์ชันล่าสุดที่กำลังจะมีการอัปเดตในเร็วๆ นี้ ส่วนใครที่ใช้ iOS ก็ยังต้องรอต่อไปอีกพักหนึ่ง
ที่มา : www.theverge.com , blog.google

Google กำลังทดสอบระบบ ยืนยันสั่งจ่ายเงินด้วยเสียง บน Google Assistant

Google กำลังทดสอบระบบการจ่ายเงินด้วยเสียงบน Google Assistant ซึ่งตอนนี้มีการปล่อยออกมาให้ผู้ใช้บางส่วนที่ได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งนิยามของ Google Assistant ก็คือผู้ช่วยอัจฉริยะบนมือถือ Android และตอนนี้มันมีประโยชน์กับผู้ใช้มากขึ้นทุกวัน

สำหรับระบบใหม่นี้ แน่นอนว่าโดยปกติการจ่ายเงินด้วยสมาร์ทโฟนทั่วไป มักจะใช้พาสเวิร์ด ลายนิ้วมือ หรือสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันการสั่งจ่าย ซึ่งไม่เคยมีการใช้ระบบเสียงมาก่อนแต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า Google พยายามจะทำให้สามารถสั่งจ่ายเงินด้วยระบบจดจำเสียงได้

ซึ่งปัจจุบันยังเป็นแค่การทดสอบ ถ้าปล่อยออกมาจริงๆ แล้ว Google ระบุว่าระบบนี้สามารถใช้ได้กับการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน หรือการซื้อแอปพลิเคชันบน Play Store เท่านั้น แต่ก็ยังมีร้านอาหารบางแห่งที่สามารถใช้ได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอัปเดตให้ภายหลัง และเชื่อว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างมาก

Google กำลังทดสอบระบบ ยืนยันสั่งจ่ายเงินด้วยเสียง บน Google Assistant


ภาพจาก https://www.xda-developers.com/google-tests-voice-confirmation-purchases-google-assistant/

โดยวิธีการตั้งค่าใช้งาน ให้เราเข้าไปที่ Google app > More > Settings > Google Assistant > You > Payments จากนั้นก็ผูกบัญชีเข้ากับระบบ (ถ้ายังไม่เคย) และเปิด Verify it’s you before paying เพื่อเปิดต่อไปยัง “Confirm with Voice Match” ระบบจะให้เราพูดประโยคบางประโยค 2-3 ครั้ง  เพื่อให้ Google Assistant สามารถจดจำเสียงของผู้ใช้ และควบคุมการจ่ายเงินด้วยเสียงได้ 

ไม่มีการยืนยันว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ แต่สื่อต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ Google อาจจะพูดถึงฟีเจอร์นี้ในวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเบต้าวันที่ 3 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ที่มา : www.xda-developers.com