สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

LIVE EVENT LINE FOR BUSINESS ภายใต้หัวข้อ “THAILAND NOW AND NEXT AFTER COVID-19 พฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังสถานการณ์โควิด-19” โดยได้รับเกียรติจาก

  • คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ
  • คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกลุ่ม

คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค COVID-19 ว่า เป็นวิกฤตที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะสั้น ส่วนประเทศไทย นอกจากปัญหาโรคระบาด COVID-19 ยังประสบปัญหาอื่นๆ อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาสังคม รวมถึงสิ่งที่ผู้คนวิตกกังวลอย่างปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน ปัญหาหนี้สิน ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง และสิ่งสำคัญที่ตามมาคือ การนำเทคโนโลยีมาประกอบใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

คุณสมวลีกล่าวต่อว่า พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับเหตุการณ์วิกฤตที่ทำให้ต้องอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้การเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการต่างๆ เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวเอเชีย 70% คุ้นเคยกับการเลือกใช้สินค้าแบรนด์ท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าของใช้ส่วนตัวและเครื่องดื่ม ที่ไม่ต้องขนส่งสินค้าจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลานานในการขนส่ง นอกจากนี้  ลูกค้า 63% เลือกซื้อสินค้าจากคุณภาพและสิ่งที่ได้รับจากสินค้านั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงราคา ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ก็คือ Auto Shopping Subscription สามารถสั่งซื้อล่วงหน้า ร่วมกับบริษัทขนส่ง Logistics จัดส่งสินค้าตามวันและเวลาที่ต้องการโดยอัตโนมัติ, การนำข้อมูลสินค้ามาให้ลูกค้าทดลองผ่านแอปพลิเคชันแทนการพูดคุยกับพนักงาน เช่น ทดลองเครื่องสำอางก่อนซื้อ

นอกจากนี้ คุณสมวลียังกล่าวว่า ในอนาคต Social Media จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้คนติดตามเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นในประเทศจีนที่สื่อออนไลน์กลายเป็นสื่อหลัก (Mainstream Media) สามารถเช็กข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ ดูโฆษณาเพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ได้เลย ซึ่งการซื้อขายสินค้าจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางออนไลน์นอกเหนือจากช่องทางออฟไลน์ ขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้ามากขึ้น และร่วมมือกับทางบริษัทขนส่งเพื่อการส่งสินค้าที่รวดเร็วเช่นกัน

เทรนด์ที่เปลี่ยนไปบนแพลตฟอร์ม LINE ทั้งโทร สั่งอาหาร ช้อปปิ้ง

คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ LINE เล่าว่า อัตราการใช้แอปพลิเคชัน LINE นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการโทร LINE Call เพื่อติดต่อสื่อสาร, การซื้อ LINE Sticker ที่อิงกับเหตุการณ์ COVID-19 ซึ่งทาง LINE ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างการแชร์ภาพหน้าจอผ่าน LINE Desktop บนคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึง LINE Official ประเทศไทยที่หันมานำเสนอข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

คุณพฤทธิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการบริการเดลิเวอรี่ ทาง LINE ประเทศไทยจึงเปิดโอกาสให้ร้านอาหารสามารถสมัครเข้าร่วมกับ LINE Man แอปพลิเคชันส่งอาหารถึงบ้านผ่านแอปได้ทันที อนุมัติผลภายใน 1 วัน รวมถึงยอดผู้ซื้อสินค้าผ่าน LINE Shopping ที่เพิ่มขึ้น 68% ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยออเดอร์ละ 1,500 บาท และอัตราการใช้จ่ายผ่านร้านค้า My Shop บน Official Account ที่มีมากกว่า 9,000 ร้าน ยอดสั่งซื้อเพิ่มมากถึง 300% ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและ Rabbit LINE Pay เพิ่มขึ้น 30%

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

ยอดการค้นหาคอนเทนต์ LINE Today และ LINE TV เติบโตขึ้น

คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวถึงพฤติกรรมการเลือกคอนเทนต์ของผู้บริโภคว่า ปัจจุบันนี้ ผู้คนต้องการอ่านข่าวสารและความบันเทิงมากขึ้น และต้องการข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ LINE Today จึงร่วมมือกับสำนักข่าวและสื่ออื่นๆ รวม 260 แห่ง เพื่อนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล วิธีการปฏิบัติตัวในช่วง COVID-19 รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงต่างๆ เช่น คอนเทนต์รวมแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ส่วนเวลาที่มียอดผู้อ่าน LINE Today สูงสุด คือช่วง 1 ทุ่มและบ่าย 3 โมง เนื่องจากผู้อ่านส่วนมาก Work From Home มีเวลาพัก เวลาเลิกงานที่เร็วกว่าเดิม และยอดผู้อ่าน LINE Today ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านคน จากปี 2561 ที่มียอดผู้อ่าน 36 ล้านคน

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

ส่วน LINE TV มียอดค้นหาคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า รับชมผ่านทางหน้าจอใหญ่ เช่น Android TV, Apple TV, Chromecast เพิ่มขึ้น 42% สำหรับการรับชมร่วมกับสมาชิกในบ้าน และพบว่าระยะเวลาที่ใช้กับ LINE TV เพิ่มขึ้น 30% ทาง LINE TV จึงทำการจัดหมวดหมู่คอนเทนต์ใหม่ในชื่อ Enjoy at Home สำหรับผู้ที่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเริ่มดูอะไรดี ซึ่งมีทั้ง Y-Series, ละคร Sit-Com, ภาพยนตร์, การ์ตูนอนิเมชัน และรายการทีวี Re-Run โดย Y-Series มียอดชมจากเพศหญิงวัย 18-34 ปีเพิ่มขึ้น ยอดการรับชมอนิเมชันในเดือนมีนาคมเพิ่มจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ถึง 33% และยอดการรับชมเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ถึง 56%

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากประกาศรัฐบาลสั่งให้ครูอาจารย์และนักเรียนย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในโลกออนไลน์ นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นให้ครูอาจารย์ทั่วประเทศได้เรียนรู้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์มากมายในชั่วข้ามคืนและทำให้ฝ่ายสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตแล้วนั้น ผลพลอยได้ของมันคือการสร้างรอยเท้าดิจิทัล (digital footprint) บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภาคการศึกษาในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเรา

รอยเท้าดิจิทัล หรือ Digital Footprint คืออะไร ?

รอยเท้าดิจิทัล คือ ข้อมูลที่เราสร้างไว้บนอินเทอร์เน็ต มีอยู่สองประเภทคือเกิดขึ้นโดยเจตนา (Active Digital Footprint) เช่น การใช้งานอีเมล การเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด การโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย อีกประเภทคือรอยเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจฝากเอาไว้ (Passive Digital Footprint) นี่คือร่องรอยข้อมูลที่เราฝากเอาไว้ในที่ต่างๆ โดยไม่รู้ตัวเช่น หมายเลข IP Address ของเราที่อาจจะมีมาจาก ประวัติการค้นหาข้อมูลจากเสิร์ชเอนจิน ข้อมูลระบุพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) รวมถึง สถิติการเข้าชม (Hits) เว็บไซต์

มูลค่าข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลในภาคธุรกิจ

รอยเท้าที่เราเหยียบย่ำไปในโลกออนไลน์มีผลกับเราตั้งแต่สมัครงานเลยครับ ทางสมาคมการจัดการงานบุคคลฯ เคยรายงานว่าฝ่ายบุคคลเกินครึ่ง “ส่อง” ผู้สมัครจากสื่อโซเชียลอยู่แล้วเพราะเป็นด่านแรกที่จะเรียนรู้ถึงทัศนคติ วิธีคิด การดำเนินชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ง่ายและเร็วที่สุด1

ด้วยลักษณะของข้อมูล รอยเท้าดิจิทัลที่สามารถบ่งบอกพฤติกรรมและรสนิยมของผู้ใช้ นี่เองทำให้มันกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ว่ากันว่ามีค่ายิ่งกว่าน้ำมัน เมื่อนำข้อมูลที่รวบรวมจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโซเชียลมีเดีย พันทิป และเว็บต่างๆ นานาที่สามารถเข้าถึงได้ เอามาพัฒนาเป็นโมเดลข้อมูลเชิงลึกเพื่อเป็นโปรไฟล์ลูกค้าหลายมิติ มันจะกลายขุมทรัพย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เป็นช่องทางใหม่ให้แบรนด์ต่างๆ ได้เสิร์ฟโฆษณาไปถึงหน้าจอกลุ่มลูกค้าได้อย่างไม่จบไม่สิ้น สร้างกำไรมหาศาลให้เอเจนซีโฆษณา (และเจ้าของข้อมูลตัวจริงอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก)

รอยเท้าดิจิทัลในภาคการศึกษา

ในขณะที่รอยเท้าดิจิทัลสร้างปรากฏการณ์ให้กับภาคธุรกิจมากมาย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนก็ชูธงเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ผู้ใช้งาน เช่น ครูอาจารย์ นักเรียน หรือผู้บริหารได้เข้าใจพฤติกรรมการใช้เรียนรู้และการประเมินผลได้ โดยความสามารถนี้เรียกกันว่าการวิเคราะห์การเรียนรู้หรือ Learning Analytics 

ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ก็แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มสำนักพิมพ์ที่ขยายธุรกิจมาเพื่อสร้างสื่อดิจิทัล เช่น McGraw Hill, Cengage หรือ Wiley ทุกเจ้าที่ว่ามามี content ของตัวเองและมีระบบการเรียนรู้พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์การเรียนให้อยู่แล้ว อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้พัฒนาระบบการจัดการการเรียนรู้หรือ Learning Management Systems (LMS) เช่น Blackboard, Edmodo, Moodle, Google Classroom และผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Microsoft Teams ที่กำลังผลิกวิกฤตเป็นโอกาส จับมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไปเรียบร้อยแล้ว2 

หน้าที่หลักของระบบ LMS คือช่วยบริหารข้อมูลต่างๆ ในชั้นเรียนออนไลน์ เช่น การประกาศข่าว จัดเก็บไฟล์เอกสารการสอน จัดทำแบบทดสอบ สร้างกล่องรับการบ้าน และระบบ LMS ส่วนใหญ่ ก็มี Learning analytics ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้เช่นกัน

รอยเท้าดิจิทัลบอกอะไรเราได้บ้าง?

ระบบ Learning Analytics ที่พ่วงมากับระบบการเรียนการสอนเหล่านี้ ช่วยให้ผู้เรียน ครูอาจารย์และนักบริหารการศึกษาตอบโจทย์การเรียนรู้ได้ในหลายระดับ ที่ใกล้ตัวที่สุดคือระดับนักเรียน เช่นระบบ Connect ของ McGraw Hill มีอีบุ๊กพร้อมแบบฝึกหัดที่ช่วยผู้เรียนเข้าใจทบทวนเนื้อหาตามความถนัด เป็น AI ที่เรียนรู้การทำแบบทดสอบบทเรียนและคอยรายงานว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังอ่อนอยู่ และผู้สอนก็สามารถดูภาพรวมของเด็กในชั้นว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อจะได้ช่วยเน้นย้ำให้ถูกจุด

สำหรับตัว LMS ทุกเจ้าก็โฆษณาความสามารถในการหาข้อมูลเชิงลึกหรือ insights ของผู้เรียน จะแตกต่างกันที่ความ “ลึก” ในการล้วงข้อมูลนั่นละครับ ที่เบสิกมากๆ คือการรายงานกิจกรรมการเรียนให้ผู้สอนทราบ เป็น active digital footprint เช่นนักเรียนส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า คะแนนการทดสอบออนไลน์มีสถิติเป็นอย่างไร มีคนผ่านกี่คน ข้อมูลเหล่านี้เข้ามาช่วยลดภาระในการจัดการห้องเรียนได้พอสมควรเลย นั่นหมายถึงครูผู้สอนจะมีเวลาช่วยเหลือผู้เรียนมากขึ้นเช่นกัน 

ตัวอย่างข้อมูลการมีส่วนร่วมกับการสนทนาในวิชาจาก Microsoft Teams with Class Insights

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19


ภาพประกอบจากActionable analytics with Class Insights (Preview) in Teams

ข้อมูลที่ลึกกว่าการรายงานกิจกรรมการเรียนรู้เป็นข้อมูลประเภท Passive Digital Footprint ซึ่งในระบบ LMS ยอมให้เข้าถึงได้ ทำให้เราทราบถึง หมายเลข IP Address ของผู้เรียน เรารู้พฤติกรรมผู้ใช้ทั้งครูและนักเรียนว่าเข้ามาใช้เวลาในระบบมากแค่ไหน ดูเนื้อหาส่วนใดบ้าง ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานแบบนี้ยังสามารถติดตามดูว่าเด็กคนไหนมีแววว่าจะเรียนไม่รอด (At Risk) ด้วยครับ 

ตัวอย่างรายงาน Insights report ของ Moodle 3.8

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

ภาพประกอบจากคลิป Analytics in Moodle 3.8

การเข้าถึงข้อมูลในระดับนี้เป็นประโยชน์ต่อนักบริหารการศึกษาด้วย โดยเฉพาะในบ้านเราที่ยังมีความกังวลถ้าย้ายห้องเรียนไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วเราจะตรวจสอบการทำงานของครูอาจารย์ได้อย่างไร รายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบได้ ลดภาระในการทำงานลงเหลือเพียงตรวจสอบความผิดปกติ เช่น บางวิชาที่มีการใช้งานน้อยกว่าค่าเฉลี่ย หรือมีการเข้าใช้งานเนื้อหาไม่ครบทุกกิจกรรม เป็นต้น

วางแผนการจัดการข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร

ในภาคการศึกษานั้น การใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรยังถือว่าตามหลังภาคธุรกิจอยู่มากครับ ปัจจัยหนึ่งคือความพร้อมของบุคลากรเอง อย่างที่เราเห็นความวุ่นวายในการย้ายห้องเรียนมาสอนออนไลน์ในปัจจุบันและเสียงบ่นของผู้เรียน นโยบายเกี่ยวกับการใช้งานระบบการเรียนรู้ต่างๆ ก็ยังไม่มีออกมาอย่างชัดเจน ครูอาจารย์ในหลายหน่วยงานก็เลือกใช้ระบบที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน ไม่ได้ใช้บัญชีผู้ใช้ทางการของหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตามเก็บรอยเท้าดิจิทัลได้

ในช่วงนี้สถาบันการศึกษาหลายๆ แห่ง ก็ล้มลุกคลุกฝุ่นกัน แต่วันที่ฝุ่นจางและมหาวิทยาลัยไหนตั้งตัวได้ วางแผนเก็บข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลอย่างเป็นระบบ สามารถดึงข้อมูลทะเบียน ข้อมูลนักศึกษา และการใช้งานในระบบการเรียนรู้เข้ามาไว้เป็นคลังข้อมูล (Data Warehouse หรือ Data Mart) มันจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ายิ่งกว่าน้ำมันแน่ 

เดิมทีข้อมูลของสถาบันการศึกษานั้นพอจะใช้คาดคะเนความสำเร็จของผู้เรียนได้ตั้งแต่แรกเข้า เช่าการถามผลการเรียนในระดับมัธยมและภูมิหลังของนักเรียน (จบโรงเรียนรัฐ เอกชน หรืออินเตอร์) ผู้ปกครองมีการศึกษาระดับไหน (จบประถม มัธยม หรืออุดมศึกษา) แต่เมื่อเด็กได้เริ่มต้นเรียนกับเราแล้ว เราสามารถนำบันทึกรอยเท้าดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก เด็กที่มีภูมิหลังไม่แข็งแรงนัก อาจจะต้องคอยติดตามดูกิจกรรมต่างๆ เขามากกว่าปกติ แต่งตั้งที่ปรึกษาแบบพิเศษเพื่อติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนแบบใกล้ชิดโดยการให้เข้าถึงข้อมูล Insights Report ในวิชาต่างๆ อาจมีการให้ทำกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นต้น

ยิ่งเก็บข้อมูลมาก มันก็จะช่วยให้เราทราบว่านโยบายต่างๆ ที่ใช้ช่วยเหลือผู้เรียนนั้นมีผลอย่างไร ถ้าเราทดลองนโยบายไว้หลายแนวทางก็สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าแบบไหนประสบความสำเร็จมากกว่ากัน 
เรื่องเหล่านี้คงไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะภูมิหลังนักศึกษาในแต่ละสถาบันก็แตกต่างกัน ถ้าสถาบันไหนเริ่มเห็นความสำคัญกับรอยเท้าดิจิทัลของผู้เรียน วางแผนเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำมาใช้พัฒนาการเรียนการสอน กิจกรรมแนะแนวนักศึกษา รวมถึงการบริหารการศึกษาได้ ขุมทรัพย์ข้อมูลนี้ย่อมมีค่ามากกว่าน้ำมันแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง

  1. รอยเท้าดิจิทัล : ฝ่ายบุคคลเตือน ตัวตนและความคิดเห็นในโลกออนไลน์มีผลต่อการสมัครงาน https://www.bbc.com/thai/thailand-48902824
  2. Microsoft ร่วมกระทรวง อว. ยกระดับการเรียนสอนออนไลน์ ด้วย Microsoft Teams https://www.techoffside.com/2020/03/microsoft-e-learning-remote-learning/

มัลแวร์จำนวนมากปลอมแปลงตัวเองเป็นแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการทำงานแบบออนไลน์

แอปฯ คุยงานยอดนิยมกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกใช้ในการเป็นเหยื่อล่อในช่วงที่ COVID-19 ระบาด จนทำให้ทุกคนต้องปรับตัวเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้านแทน

Kaspersky ได้เปิดเผยว่าตรวจพบมัลแวร์น่าสงสัย และแอดแวร์ จำนวนมากถึง 120,000 ตัว ที่ปลอมแปลงตัวเองไปอยู่ในรูปแบบของโปรแกรม Skype ที่นิยมใช้ในการคุย และประชุมงาน

และยังมีมัลแวร์อีกประมาณ 1,300 ตัวที่ปลอมตัวเป็นโปรแกรมประชุมงาน และโปรแกรมที่ช่วยทำงานเป็นทีมต่างๆ โดยพบว่า 42% ปลอมเป็น Zoom ตามด้วย WebEx 22%, GoTOMeeting 13%, Flock 11% และ Slack อีก 11%

มัลแวร์จำนวนมากปลอมแปลงตัวเองเป็นแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการทำงานแบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีมัลแวร์บางตัวที่ปลอมตัวเป็นไฟล์ประเภท .LNK (ไฟล์ทางลัดของแอปพลิเคชัน) ที่ใช้ช่องโหว่เก่าแก่อย่าง Exploit.Win32.CVE-2010-2568 ในการโจมตี แม้ว่าช่องโหว่นี้จะถูกปิดไปแล้วใน Windows 10 แต่มันยังใช้โจมตีผู้ใช้ Windows XP, Vista และ Windows 7 ได้

การป้องกันภัยจากการโจมตีแบบนี้ทำได้ไม่ยากนัก ผู้ใช้ควรจะดาวน์โหลดตัวติดตั้งโปรแกรมจากเว็บไซต์ของผู้พัฒนาโดยตรง หรือเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ 3rd-party