นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์สามารถหาคำอธิบายถึงเรื่องการแยกแยะประสาทสัมผัสต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมองเห็นสีสันต่างๆ ของมนุษย์ที่มีความเชื่อมโยงกับลักษณะความยาวของแสงที่สายตาของมนุษย์รับได้, การรับรู้รสชาติอาหารและทำงานของปุ่มรับรสที่ลิ้น หรือจะเป็นการรับรู้อุณหภูมิและความเจ็บปวดต่างๆ ของผิวหนังก็ตาม แต่เมื่อเป็นเรื่องของการรับกลิ่นแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถที่จะหาคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องหลักการจำแนกกลิ่นต่างๆ ของมนุษย์ที่นอกเหนือไปจากการจดจำในสมองได้เลย เพราะประสาทการรับกลิ่นของมนุษย์นั้นค่อนข้างเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ เราอาจอธิบายถึงกลิ่นที่เราได้รับแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และความเคยชินก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการศึกษาที่ลึกลงไปถึงระดับโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ อีกด้วย

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ภาพจาก : https://theconversation.com/whats-that-smell-a-controversial-theory-of-olfaction-deemed-implausible-42449

ซึ่งในตอนนี้ทีมนักวิจัยสมองของบริษัท Google ก็ได้แสดงความสนใจในเรื่องนี้โดยได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และพวกเขาคาดหวังว่า AI น่าจะมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการหาคำอธิบายเรื่องนี้ได้ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Arxiv (ฐานข้อมูลวิจัยออนไลน์ของมหาวิทยาลัย Cornell) ได้ระบุถึงขั้นตอนการสอนและฝึกฝน AI ให้สามารถจดจำและแยกแยะกลิ่นเอาไว้ว่า ทีมนักวิจัยได้สร้างชุดฐานข้อมูลที่บรรจุลักษณะโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ ราว 5,000 โมเลกุล โดยได้รับการช่วยเหลือจากช่างปรุงน้ำหอมในการให้คำอธิบายและระบุลักษณะเฉพาะของกลิ่นต่างๆ เช่น “กลิ่นหอมนวล”, “กลิ่นสดชื่น” หรือ “กลิ่นธรรมชาติ” เป็นต้น จากนั้นทีมวิจัยจึงได้ทำการแบ่งข้อมูลออกเป็น 2 – 3 ชุด และนำเอาไปสอนให้ AI เรียนรู้และจดจำกลิ่นเพื่อแยกแยะโมเลกุลภายในกลิ่นต่างๆ จากภายในฐานข้อมูล ผลพบว่าอัลกอริทึมที่ใช้คาดการณ์ความเชื่อมโยงลักษณะโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ นั้นใช้การจำแนกโครงสร้างทางเคมีของกลิ่นนั้นๆ เป็นหลัก

“การจำแนกโมเลกุลต่างๆ ของกลิ่นจากโครงสร้างทางเคมีนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากและยังไม่มีใครศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะหากคุณเปลี่ยนแปลงหรือนำเอาอะตอมเพียงหนึ่งพันธะออกไปจากกลิ่นนั้นแล้วโครงสร้างทางเคมีของกลิ่นนั้นก็จะเปลี่ยนไปด้วย คุณอาจเปลี่ยนกลิ่นหอมของดอกกุหลาบเป็นกลิ่นก๊าซไข่เน่าได้เลย” Wiltschko หนึ่งในทีมวิจัยของบริษัท Google กล่าว

ไม่เพียงแค่บริษัทอย่าง Google เท่านั้นที่สนใจในเรื่องนี้ แต่ทีมวิจัยอื่นๆ เองก็ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการฝึกฝนให้ AI ได้เรียนรู้การจำแนกแยกแยะกลิ่นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน Barbican Centre ในลอนดอนที่ได้กล่าวถึงเรื่องการใช้ AI และเครื่องมือต่างๆ ในการปรุงแต่งกลิ่นของดอกไม้ที่สูญพันธุ์ไปแล้วขึ้นมาใหม่ และในประเทศรัสเซียมีการนำเอา AI มาใช้ในการจำแนกกลิ่นและความรุนแรงของก๊าซที่อันตรายถึงชีวิต หรือบริษัท IBM ก็ได้ทำการทดลองให้ AI ปรุงน้ำหอมกลิ่นใหม่ขึ้นมา แต่ทีมของ Wiltschko นั้นดูเหมือนจะพิเศษกว่าทีมอื่นๆ อยู่มากหน่อย เพราะพวกเขาได้นำเอาการใช้ GNN (Graph Neural Network) หรือโครงข่ายประสาทเทียมในรูปกราฟโมเดลมาช่วยในการจำแนกประเภทของกลิ่นต่างๆ อีกด้วย

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ภาพจาก : https://thenextweb.com/artificial-intelligence/2019/10/24/google-is-training-an-ai-to-predict-a-molecules-smell/

และก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2015 ทีมวิจัยนี้ได้เคยจัดงาน DREAM Olfaction Prediction Challenge ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าแข่งขันในการบรรยายถึงลักษณะของกลิ่นต่างๆ ที่พวกเขาได้รับ และนักวิจัยก็ได้นำเอาผลของการแข่งขันนี้มาอ้างอิงในงานวิจัยชิ้นใหม่นี้เช่นกัน โดยนักวิจัยได้ทดสอบอัลกอริทึมต่างๆ เพื่อดูว่าพวกเขาจะสามารถฝึกฝนให้ AI ทายกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ ได้หรือไม่ และนำเอาผลมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม DREAM และ GNN นี้ ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นทั้งความมุ่งมั่นและความคืบหน้าในการศึกษาเรื่องการจำแนกกลิ่นของทางบริษัท Google อยู่มากเลยทีเดียว

แต่การใช้ GNN มาช่วยในการฝึกฝน AI ให้จำแนกกลิ่นนั้นก็ยังพบข้อบกพร่องอีกมาก โดยเฉพาะกับสิ่งที่เป็น Chiral Pairs หรือสิ่งที่มีจำนวนอะตอมและพันธะทางเคมีตรงกันแต่มีลักษณะรูปร่างหน้าตาและกลิ่นที่ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงอย่างกลิ่นของยี่หร่าและสเปียร์มินท์ ระบบ GNN นั้นตีความว่าทั้งสองกลิ่นนี้เป็นกลิ่นเดียวกันจากพันธะทางเคมีนั่นเอง

“เรารู้ดีว่ามันมีความผิดพลาดในส่วนที่เป็น Chilral Pairs ในฐานข้อมูลของเรา และเราก็ทราบดีว่าคงเป็นไปได้ยากที่จะให้มันคาดการณ์หรือทายกลิ่นต่างๆ ออกมาได้อย่างถูกต้องในตอนนี้ แต่การวิจัยในครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการศึกษาเรื่องนี้”

ซึ่งในเรื่องนี้ทางทีมนักวิจัยของ Google ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใดแต่กำลังเร่งดำเนินการแก้ปัญหานี้ และยังคงเชื่อมั่นว่าการฝึกฝนให้ AI จำแนกลักษณะเฉพาะของโมเลกุลภายในกลิ่นต่างๆ นั้นถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการศึกษาอธิบายในเรื่องความสามารถในการจำแนกกลิ่นของมนุษย์ และมันอาจมีผลต่อวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่นๆ อย่างนักเคมีในการศึกษาและทำความเข้าใจถึงเรื่องประสาทสัมผัสในการรับและแยกแยะกลิ่นของมนุษย์เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่งก็เป็นได้

นักวิจัยของบริษัท Google สอนให้ AI เรียนรู้การจำแนกกลิ่นจากโมเลกุลของกลิ่นต่างๆ

ภาพจาก : https://ai.googleblog.com/2019/10/learning-to-smell-using-deep-learning.html

อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้ระบุถึงเรื่องการจำแนกกลิ่นที่ผสมปนกันในอากาศ แต่เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของงานวิจัยในสายนี้แล้วอาจบอกได้ว่ามันค่อนข้างที่จะไกลตัวไปเสียหน่อย เพราะแค่เฉพาะกลิ่นเดี่ยวๆ ยังมีข้อบกพร่องที่ยากจะแก้ไข ถ้าผสมรวมกลิ่นอื่นเข้าไปด้วยน่าจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากเลยทีเดียว
ที่มา : www.engadget.com , www.wired.com , ai.googleblog.com , arxiv.org

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

เป็นที่รู้กันดีว่าเทคโนโลยี “บล็อกเชน (Blockchain)” เป็น “ระบบบันทึกข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง” ที่มีจุดเด่นเรื่องความน่าเชื่อถือ (Trust) ตรวจสอบได้ และยากที่จะบิดเบือนแก้ไขด้วยวิธีที่ไม่สุจริต และยังเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ขับเคลื่อนสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ชื่อดังอย่าง Bitcoin อีกด้วย ด้วยรูปแบบการเก็บข้อมูลคล้ายกับห่วงโซ่ที่บันทึกข้อมูลไว้หลายที่ แต่ละที่ก็จะมีข้อมูลเหมือนกัน และยังเชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลาด้วย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขต้องทำพร้อมกัน เพราะหากเปลี่ยนแค่จุดเดียวก็จะไม่เกิดผล มันจึงถูกนำไปใช้กับการเก็บข้อมูลที่ต้องการความน่าเชื่อถือและถูกต้องแม่นยำ เช่น การเงินและการธนาคาร, การบริจาคและระดมทุน, วงการข้อมูลแพทย์, กระบวนการยุติธรรม, ฯลฯ

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 ก็เป็นวันที่คนไทยต้องจดจำเมื่อทางหน่วยงานของรัฐอย่าง กระทรวงการคลังประกาศนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในการจัดการข้อมูลต่างๆ ระหว่างหน่วยงานในสังกัดทั้ง 9 พร้อมกับเอาไปใช้กับ 8 โครงการรัฐนำร่อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การขอคืนภาษีของนักท่องเที่ยว การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ 

โดยในงาน MOF Digital Platform is Now : กระทรวงการคลังนำดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน มีการเซ็นลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของหน่วยงานรัฐทั้ง 9 ประกอบด้วย กรมธนารักษ์, กรมบัญชีกลาง, กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, สำนักงานบริการหนี้สาธารณะ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารกรุงไทย ในการดำเนินการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนลง เพิ่มความปลอดภัย และสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมกับอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาติดต่อขอใช้บริการ 

ซึ่งในระยะแรกเป็นระยะนำร่องที่นำบล็อกเชน (Blockchain) ไปใช้ มีอยู่ด้วยกัน 8 โครงการ คือ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP), ระบบคืนภาษีของนักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists), การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless Bond), ระบบจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร, โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare), ระบบการจัดทำราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ และสิทธิ์การรักษาพยาบาลของข้าราชการ

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

แต่ละโครงการที่ใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะได้รับประโยชน์แตกต่างกันไป เช่น ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP) ผู้ประกอบการนิติบุคคลจะได้รับประโยชน์ในด้านการลดเวลาเพื่อการจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารสำหรับการลงทะเบียนและการยื่นเสนอราคา ในส่วนนี้หน่วยงานรัฐจะเก็บข้อมูล ประวัติการทำงานย้อนหลัง และข้อมูลระบบ Rating ตามผลงานที่เคยทำให้กับภาครัฐไว้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของระบบจัดซื้อจัดจ้าง และช่วยลดเวลาในการตรวจสอบข้อมูลและประเมินทำให้สามารถเริ่มโครงการได้ไวขึ้น 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนการคืนภาษีของนักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists) ที่ใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ก็จะช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งด้านวิธีการยืนยันตัว ขั้นตอนการขอคืน e-Tax Invoice ก็สามารถทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน รวมลดระยะเวลาในการรับภาษีและช่องทางการคืน จากเดิม 34 วันทำการ เหลือเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น และจ่ายคืนผ่าน AliPay, WeChat, Visa, Mastercard, JCB และ UnionPay นี่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

สำหรับประชาชนทั่วไปก็ได้รับประโยชน์ผ่านโครงการ การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Scripless Bond) ที่สามารถซื้อพันธบัตรหน่วยย่อย 1 บาท ต่อ 1 พันธบัตร ทำให้ประชาชนทุกระดับซื้อได้ และยังมีระบบตรวจสอบที่สร้างความโปร่งใสอย่าง ระบบจองก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) ช่วยป้องกันการกักตุนโควต้า และยังซื้อพันธบัตรผ่านระบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันได้ ทำให้ไม่ต้องไปซื้อเองที่สาขา ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกให้กับคนที่อยู่พื้นที่ห่างไกล และยังช่วยลดเวลาในการออกพันธบัตรจากเดิม 4 วัน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ยังมี โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Welfare) และ สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ (Healthcare) ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน สามารถตรวจสิทธิ์ได้แบบ Real-time และใช้การบันทึกและอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ป้องกันการทุจริตด้วยการสวมสิทธิ์ และการใช้สวัสดิการในทางที่ผิด

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้
MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

ส่วนของการทำธุรกิจก็มีการนำบล็อกเชน (Blockchain) ไปใช้ใน การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร โดยการ Centralize and Digitize (การรวมไว้ที่ศูนย์กลางและทำให้เป็นแบบดิจิทัล) เอกสารทุกประเภทที่เกี่ยวกับการสั่งสินค้า การผลิต การนำเข้า การส่งออก จนถึงสินค้าถึงมือผู้รับ ผ่านเอกสารดิจิทัล (Digital Document) ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงเอกสารได้ตามสิทธิ์ และช่วยให้รัฐประมาณการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โปร่งใส

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

และสุดท้ายเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับ การจัดทำราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่จะแชร์ข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศ ทำให้การจัดเก็บภาษีทำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และรวมไปถึงการทำโฉนดที่ดินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (Blockchain) ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขโดยทุจริต และสถาบันการเงินยังป้องกันการทุจริตจาก Double Financing (การขอสินเชื่อซ้ำซ้อน) อีกด้วย 

MOF นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต Blockchain เปลี่ยนระบบราชการไทยให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้

นับเป็นก้าวแรกที่ทางกระทรวงการคลังนำเทคโนโลยีที่มีความล้ำหน้าอย่างบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้กับหน่วยงานในสังกัดและโครงการของรัฐ เพื่อยกระดับทั้ง ความโปร่งใส ความถูกต้องแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนออกไป ทำให้ระยะเวลาในการดำเนินงานน้อยลง ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ รวมถึงเร่งการทำงานของโครงการพัฒนาประเทศต่างๆ ให้เกิดได้ไวขึ้นอีกด้วย เชื่อว่าในอนาคตการใช้ บล็อกเชน (Blockchain) ของกระทรวงการคลังจะเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้หยิบยกไปใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพในการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมต่อไป

Razer เปิดตัวเกมมิ่งแล็ปท็อปที่ใช้ออพติคัลคีย์บอร์ดตัวแรกของโลก

Razer ประกาศเปิดตัวฮาร์ดแวร์คีย์บอร์ดใหม่แบบออพติคัล (Optical Keyboard) บนแล็ปท็อปตัวแรกของโลก ที่มีให้ใช้งานบน Razer Blade 15 Advanced เกมมิ่งแล็ปท็อปที่เล็กที่สุดในโลก เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานคีย์บอร์ดที่ตอบสนองได้รวดเร็วกว่าคีย์บอร์ดทั่วๆ ไปบนเกมมิ่งแล็ปท็อป

Razer เปิดตัวเกมมิ่งแล็ปท็อปที่ใช้ออพติคัลคีย์บอร์ดตัวแรกของโลก

โดยคีย์บอร์ดแบบออพติคัล จะใช้การตอบสนองด้วยแสงแทนที่จะเป็นสวิตซ์คลิกเหมือนอย่างคีย์บอร์ดชนิดอื่นๆ จึงทำให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วกว่า สามารถตอบสนองต่อคำสั่งของผู้เล่นในการเล่นเกมส์ที่รวดเร็วได้มากกว่าคีย์บอร์ดแบบทั่วๆ ไป และนอกจากการตอบสนองที่รวดเร็วแล้ว ตัวคีย์ต่างๆ ของคีย์บอร์ดยังมีไฟ Backlit ด้วย Razer Chrome RGB แยกแต่ละปุ่ม ที่เราสามารถเลือกตั้งสีที่ชอบได้ ออกแบบแพทเทิร์นได้มากกว่าล้านแบบ

ซึ่งสำหรับฮาร์ดแวร์ออพติคัลคีย์บอร์ดใหม่ของทาง Razer นี้ จะมีให้เลือกใช้งานเป็นออพชั่นเสริมบนเกมมิ่งแล็ปท็อป Razer Blade 15 โมเดล Advanced เท่านั้น ซึ่งเมื่อรวมราคาเบ็ดเสร็จแล้ว จะมีราคาสูงถึง 2,600 เหรียญ (ประมาณ 79,144 บาทไทย) และเริ่มเปิดให้สั่งซื้อกันบนเว็บไซต์รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว
ที่มา : bgr.com

Google Maps โหมดไม่ระบุตัวตนบนเปิดตัวแล้ว พร้อมใช้เร็วๆ นี้

Google ประกาศเปิดตัวโหมดไม่ระบุตัวตน (Inconito Mode) บน Google Maps เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทยอยปล่อยให้ใช้บน Android ในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า ส่วน iOS ยังไม่มีกำหนด

ประโยชน์ของโหมดไม่ระบุตัวตน (Inconito Mode) คือ “เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งาน” ประวัติการค้นหาและเดินทางจะไม่ถูกเก็บใส่บัญชี Google Account และ “ข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อปรับแต่งแต่งประสบการณ์ใช้งาน (personalize your Maps experience)” หรือเรียกง่ายๆ ว่าถูกเอาไปใช้งานต่อนั่นแหละ 

โหมดไม่ระบุตัวตนบน Google Maps เปิดตัวแล้ว พร้อมใช้เร็วๆ นี้

วิธีเปิดใช้งานก็ง่ายมากเพียงแค่คลิกที่ไอคอนบัญชี Google Account จากนั้นเลือก Turn On Inconito Mode แล้วตามด้วยปุ่ม ON จากนั้นก็เริ่มใช้งานได้เลย และถ้าอยากรู้ว่าเปิดโหมดอะไรอยู่ก็ให้สังเกตที่มุมขวาจะเห็นไอคอนรูป Inconito แสดงอยู่ 

โหมดไม่ระบุตัวตนบน Google Maps เปิดตัวแล้ว พร้อมใช้เร็วๆ นี้

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเปิดตัว มาตรการจัดเก็บข้อมูล สำหรับ YouTube ที่จะทำการลบตำแหน่งประวัติการเข้าชม (Location History) และกิจกรรมของ Web และ แอปฯ (Web & App Activity) รวมถึงประวัติการค้นหาแบบอัตโนมัติอีกด้วย โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปตั้งค่าเองได้ว่าไม่อนุญาตให้เก็บประวัติ หรือจะเก็บไว้แค่ระยะ 3/18 เดือน เมื่อครบกำหนดข้อมูลต่างๆ จะถูกลบทิ้งแบบอัตโนมัติ 

โหมดไม่ระบุตัวตนบน Google Maps เปิดตัวแล้ว พร้อมใช้เร็วๆ นี้

ไม่เพียงแค่นั้น Google Assistant ก็มีการปรับเปลี่ยนด้วย โดยเราสามารถสั่งลบข้อมูลการค้นหาได้ด้วยคำสั่งเสียงคือ “Hey Google, delete the last thing I said to you” สำหรับลบคำสั่งล่าสุด หรือ “Hey Google, delete everything I said to you last week.” เพื่อลบทุกๆ รายการที่เคยสั่ง โดยตอนนี้รองรับแค่คำสั่งภาษาอังกฤษเท่านั้น ยังไม่รองรับภาษาไทยแต่อย่างใด

การประกาศในครั้งนี้ของ Google เป็นการให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากขึ้น และการจัดการที่ง่ายกว่าเดิม ตามนโยบายที่เคยประกาศไว้เมื่อต้นปี 
ที่มา : www.blog.google

Microsoft เผยโฉม Surface รุ่นใหม่ พร้อมสมาร์ทโฟนจอคู่ระบบปฏิบัติการ Android

ล่าสุด Microsoft ได้จัดงาน “SURFACE HARDWARE EVENT” เผยโฉมสินค้ารุ่นใหม่หลายรุ่น และมีอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับหน้าจอคู่อีกด้วย

Panos Panay หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ได้เผยว่าอุปกรณ์ที่เห็นภายในงานนี้ บางตัวยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และน่าจะพร้อมเข้าสู่ตลาดได้ในปีหน้า (ที่เริ่มเปิดให้สั่งซื้อแล้วจะมี Surface Laptop 3, Surface Pro 7 และ Surface Pro X) อุปกรณ์ทั้งหมดจะมีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ


Surface Laptop 3

Surface Laptop 3 มีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่นจอ 13 นิ้ว ที่ใช้ชิปของ Intel รุ่นที่ 10 และรุ่นจอ 15 นิ้ว ที่ใช้ชิป Ryzen Surface Edition ตัวเครื่องทั้งหมดทำจากอลูมิเนียมแล้ว ไม่เหมือนรุ่นก่อนที่ใช้ผ้าในส่วนของคีย์บอร์ด

Trackpad มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 20%, พอร์ต USB-A, USB-C และระบบ Fast Charing ที่ชาร์จแบตเตอรี่ได้ 80% ภายในหนึ่งชั่วโมง, กล้องหน้าปรับปรุงให้คมชัดยิ่งขึ้น, ลำโพงแบบ OmniSonic และไมค์คู่ระบบ Far-field Studio ที่ช่วยให้เสียงคมชัด สามารถใช้ประชุมงานได้โดยสะดวก

ราคาเริ่มต้นของ Surface Laptop 3 รุ่น 13 นิ้ว อยู่ที่ $999 (ประมาณ 30,590 บาท) และ Surface Laptop 3 รุ่น 15 นิ้ว อยู่ที่ $1,199 (ประมาณ 36,690 บาท)


Surface Pro 7 และ Surface Pro X

Surface Pro ยังคงแนวคิดแบบทูอินวันเอาไว้ คือ เป็นได้ทั้งแท็บเล็ต และโน๊ตบุ๊ค Surface Pro 7 เร็วกว่า Surface Pro รุ่นก่อนถึง 2 เท่า ด้วยพลังจากชิป Intel รุ่นที่ 10 มีพอร์ตเชื่อมต่อให้มาทั้ง USB-A และ USB-C พร้อมกับแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้เกือบทั้งวัน

แต่ Microsoft ยังมีเซอร์ไพรส์อีก ด้วยการเปิดตัว Surface Pro X แท็บเล็ตแบบทูอินวันที่มีดีไซน์ และประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีกระดับ Surface Pro X มีความบางเพียง 5.33 มม. และหนักเพียง 762 กรัม เท่านั้น ใช้ชิปรุ่นใหม่ Microsoft SQ1 ที่ออกแบบร่วมกับ Qualcomm ประมวลผลกราฟิกได้แรงถึง 2 เทอร่าฟล็อปส์ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13 นิ้ว ที่ขอบบางเป็นพิเศษ ตัวคีย์บอร์ดมีช่องเก็บ และชาร์จปากกาได้ในตัว แถมยังรองรับการเชื่อมต่อแบบ LTE อีกด้วย

ราคาเริ่มต้นของ Surface Pro 7 อยู่ที่ $749 (ประมาณ 22,910 บาท) ส่วน Surface Pro X อยู่ที่ $999 (ประมาณ 30,560 บาท)


Surface Neo และ Surface Duo

มาถึงอุปกรณ์ชนิดใหม่จาก Microsoft กันบ้าง Surface Neo เป็นอุปกรณ์ที่มาพร้อมกับหน้าจอคู่ขนาด 9 นิ้ว ที่เมื่อกางออกจะได้จอกว้างถึง 13 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10X ที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับการใช้งานบนหน้าจอคู่โดยเฉพาะ ตัวบานพับสามารถหมุนได้ถึง 360 องศา รองรับการใช้งานร่วมกับ Surface Pen และเมาส์บลูทูธ

ส่วน Surface Duo เป็นสมาร์ทโฟนจอคู่ขนาด 5.6 นิ้ว เมื่อกางออกจะกลายเป็น 8.3 นิ้ว ตัวเครื่องมีความคล้ายคลึงกับ Surface Neo แต่ว่าใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในการทำงาน และใช้งานเป็นสมาร์ทโฟนได้ด้วย และจากที่เห็นในคลิปวิดีโอ มันสามารถทำงานร่วมกับ Surface Neo ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุปกรณ์ทั้งสองรุ่นนี้ ทาง Microsoft ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลของฮาร์ดแวร์ภายในแต่อย่างใด นอกจากว่ามันจะเปิดตัวในปี 2020 ใครที่สนใจก็ต้องอดใจรอกันอีกยาวเลย
ที่มา : blogs.windows.com

Paypal ประกาศถอนตัวออกจากโปรเจค Libra แล้ว

ในยุคที่การซื้อขายออนไลน์เป็นเรื่องง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าเราจะใช้โซเชียลมีเดียในช่องทางไหนก็สามารถเสียเงินซื้อของได้ทั้งสิ้น แน่นอนว่าบริษัทอย่าง Facebook เองก็สังเกตเห็นในจุดนี้เช่นเดียวกัน จึงได้ออกมาประกาศว่าจะสร้างเครือข่ายการซื้อขายผ่านสกุลเงินออนไลน์ (Cryptocurrency) ที่มีชื่อว่า Libra ขึ้นมา และคาดหวังว่าจะสามารถใช้ Libra ในการซื้อขายของทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้ โดยในช่วงแรกน่าจะใช้เป็นการโอนเงินผ่านธนาคารก่อนที่จะขยายขอบเขตไปเป็นการใช้ Libra ในการใช้จ่ายซื้อของได้เหมือนกับเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งการกู้ยืมเงินออนไลน์ก็คาดว่าจะสามารถทำได้ในเร็ววันนี้เช่นกัน

ทาง Facebook ก็ได้วางแผนว่าจะดำเนินโปรเจคได้ในปลายปีนี้ และในเบื้องต้นสามารถรวบรวมองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Mastercard, Visa, Paypal, eBay, Spotify, Uber, Coinbase รวมทั้งบริษัทอื่นๆ ถึง 29 บริษัท เข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

Paypal ประกาศถอนตัวออกจากโปรเจค Libra แล้ว

ภาพจาก : https://lifars.com/2019/06/facebook-unveils-cryptocurrency-libra/

แต่ในตอนนี้บริษัท Paypal กลับประกาศถอนตัวออกจากโปรเจค Libra ของทาง Facebook ไปเสียอย่างนั้น โดยเหตุผลที่ Paypal ขอถอนตัวออกก็ไม่ได้ปรากฏแน่ชัด แต่ได้แจ้งว่าขอโฟกัสในเรื่องธุรกิจและการบริการทางการเงินที่ตนเองดูแลอยู่ในขณะนี้เป็นหลักก่อน

“แม้ว่าทางเราจะถอนตัวออกมาจากโปรเจคนี้แต่ก็ยังคงให้การสนับสนุนโปรเจค Libra ต่อไป และในฐานะที่ Facebook เป็นคู่ค้าทางธุรกิจของเรามาอย่างยาวนาน เราก็คาดหวังว่าอาจจะได้ร่วมงานกันใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้”

จากการที่หุ้นส่วนรายใหญ่อย่าง Paypal ถอนตัวออกไปนั้นทำให้ทางบริษัท Facebook เองก็คงจะต้องผลักดันโปรเจคนี้หนักขึ้นไปอีก เพราะด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมานานของ Paypal นั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวหลักที่ทำให้ลูกค้าส่วนมากหันมาสนใจและไว้วางใจ Libra เลยก็ว่าได้

ด้าน Dante Disparte ที่เป็นคนดูแลเรื่องนโยบายของ Libra ได้ออกมาประกาศว่าทางหุ้นส่วนทั้งหมดของโปรเจค Libra จะมีการประชุมกันอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ที่กรุงเจนิวา ประเทศสวิ9เซอแลนด์ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าหุ้นส่วนบริษัทอื่นๆ จะมีใครเข้าไปประชุมกันบ้าง เพราะหลังจากที่ Paypal ประกาศถอนตัวออกไปแล้วนั้น ทางสำนักข่าว The Wall Street Journal ก็ได้มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่าบริษัทอย่าง Mastercard และ Visa ที่เป็นหุ้นส่วนในขณะนี้ก็กำลังพิจารณาในเรื่องการถอนตัวออกจากโปรเจคนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท Mastercard ไม่ได้ออกมาตอบรับข่าวลือนี้ ในขณะที่ Al Kelly CEO ของทางบริษัท Visa ได้ออกมากล่าวว่า

“ในตอนนี้ทาง Visa จะให้การสนับสนุนโปรเจค Libra อย่างชั่วคราวไปก่อน ความเป็นจริงแล้วก็ยังไม่ได้มีบริษัทไหนที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคนี้อย่างเป็นทางการเพราะเรายังไม่ได้เซ็นสัญญาผูกมัดอะไรกัน เพียงแต่ร่วมกันลงชื่อว่าพวกเรามีความสนใจที่จะเข้าร่วมโปรเจคนี้เพียงเท่านั้น และพวกเรา (บริษัทที่ลงนามเป็นหุ้นส่วนทั้งหมด) ยังคงมีเวลาในการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมโปรเจคนี้อย่างเป็นทางการอยู่ และแน่นอนว่ามันมีปัจจัยหลายอย่างที่เราจะต้องพิจารณาร่วมก่อนลงทุน อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทก็เชื่อว่าเราอาจจะสามารถช่วยเหลือโปรเจคนี้ได้บ้าง”

นอกจากนี้แล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสได้ออกมาประกาศว่าไม่สนับสนุนและไม่อนุญาตให้ใช้ Libra ภายในประเทศของตนเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางการเงิน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า Facebook ได้ทำข้อมูลของผู้ใช้รั่วไหลไปเมื่อไม่นานมานี้

จากการถอนตัวออกของ Paypal, ข่าวลือจากทาง Mastercard และ Visa รวมทั้งการประกาศแบนจากประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสนั้นอาจเป็นสัญญาณว่าโปรเจคนี้อาจจะไปได้อีกไม่ไกลแล้ว แม้ว่าหุ้นส่วนที่สำคัญอีกเจ้าอย่าง eBay ยังไม่ได้มีประกาศอะไรออกมา แต่การที่ทั้ง 3 บริษัทยักษ์ใหญ่นี้ออกมาประกาศว่าจะถอนตัวออกก็อาจทำให้หลายๆ บริษัทเริ่มพิจารณาถึงการเข้าร่วมโปรเจค Libra นี้กันใหม่ ไม่แน่ว่า Mark Zuckerburg ก็อาจจะชะลอการเปิดตัวโปรเจคนี้ไปจากปี 2020 อีกก็เป็นได้
ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com , www.reuters.com

Intel เร่งพัฒนาเทคโนโลยี SSD แบบใหม่ ความจุสูง และราคาถูกยิ่งกว่าในปัจจุบัน

SSD (Solid state drives) เป็นหน่วยความจำที่กำลังแทนที่ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจุดเด่นด้านความเร็วในการทำงานที่สูงกว่ามาก แต่หากมองในมุมของราคาต่อความจุแล้ว SSD ก็ยังถือว่ามีราคาที่สูงกว่าพอสมควร

การทำงานของ SSD นั้น จะเป็นการบันทึกข้อมูลเอาไว้ในชิปความจำเล็กๆ ที่เรียกว่า “Memory cells” ซึ่งในสมัยแรกๆ นั้น ใน 1 Cells จะเก็บข้อมูลได้เพียง 1 บิต เท่านั้น คือ 1 หรือไม่ก็ 0 เรียกว่า SSD แบบ SLC (Single level cell) แต่ภายหลังก็มีการพัฒนาให้เก็บข้อมูลได้มากขึ้นเป็น 2 บิต/Cells (MLC), 3 บิต/Cells (TLC) และล่าสุดก็คือแบบ 4 บิต/Cells (QLC) ทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง วางขายได้ในราคาที่ถูกขึ้น แม้ว่าการอัดจำนวนบิตลงไปใน Cells ให้สูงขึ้น จะทำให้ความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลช้าลง แต่มันก็ยังถือว่าเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบเดิมมากอยู่ดี 

ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทาง Intel ได้ประกาศว่ากำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะทำให้เก็บข้อมูลได้เพิ่มเป็น 5 บิต/Cells (Penta-level cell (PLC)) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิต SSD มีราคาที่ถูกลงยิ่งกว่า QLC ที่ใช้กันตอนนี้เสียอีก

ซึ่ง Intel ไม่ใช่เพียงรายเดียวที่ให้ความสนใจใน PLC เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Toshiba ก็ได้เปิดเผยเทคโนโลยี PLC ของตนเองแล้วด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากว่าที่เราจะได้เห็น PLC เข้าสู่ตลาดได้ น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยอีกสองปีเลยทีเดียว
ที่มา : www.cnet.com , www.tomshardware.com

Samsung เปิดตัว SSD รุ่นใหม่ระดับเซิฟเวอร์ความเร็ว 2 เท่าแถมไม่มีวันตาย

ทาง Samsung เปิดตัวอุปกรณ์เก็บข้อมูล SSDs (Solid-State Drives) ตัวใหม่สองรุ่น ใช้อินเตอร์เฟซเชื่อมต่อแบบ PCIe 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพให้เร็วมากยิ่งขึ้นแถมมีฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ใช้งานได้โดย “ไม่มีวันตาย” (หรือไม่พังนั่นเอง)

Samsung SSD รุ่นใหม่สองรุ่นนี้จะใช้ชื่อเรียกว่า PM1733 และ PM1735 ก่อน (อาจจะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง) โดยจะออกมาในสองรูปแบบนั่นคือแบบ PCIe และ U.2 Type 2.5 นิ้ว โดยมีความจุต่ำสุดตั้งแต่ 0.8TB (800GB) ไปจนถึงความจุสูงสุด 30.72TB ส่วนประสิทธิภาพความเร็วของ SSD ทั้งสองรุ่นนั้นจะมีความเร็วดังนี้

  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 6,400MB/s
  • PM1733
    • Write 3,800MB/s
    • Read 8,000MB/s

และที่ว่า “ไม่มีวันตาย” นั่นก็เพราะ SSD ตัวใหม่นี้จะมากับเทคโนโลยี fail-in-place (FIP) อธิบายง่ายๆ คือหากชิป NAND ตัวหนึ่งเสีย SSD จะยังทำงานได้ตามปกติโดยไม่เสียไปทั้งตัว (ใช้งานได้แม้พังบางส่วน)

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี SSD Virtualization ที่สามารถจำลอง SSD หนึ่งตัวให้เหมือนมี SSD ขนาดเล็กได้สูงถึง 64 ตัวเลยทีเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บข้อมูลแยกพื้นที่เสมือนแบบส่วนตัว​ได้

อย่างไรก็ตามทั้งสองรุ่นดังกล่าว เป็น SSD สำหรับผู้ใช้งานระดับ Enterprise และ Production ที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วและความจุระดับสูง ซึ่งราคาจะต้องสูงกว่า SSD ในตลาดทั่วไปหลายเท่าอย่างแน่นอน
ที่มา : www.techradar.com , www.windowscentral.com

Huawei อาจทำ Mate X 2 ที่มาพร้อมปากกาวาดเขียนในตัว

หากยังจำกันได้ค่ายดอกไม้แดง (Huawei) ออกมาโชว์หน้าค่าตาของ Huawei Mate X มือถือพับจอได้ให้เห็นในงาน MWC 2019 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีข่าวลือว่าจะเปิดตัวพร้อมบอกวันวางขายในช่วงเดือนหน้าที่จะถึงนี้ 

ลือ! Huawei อาจทำ Mate X 2 ที่มาพร้อมปากกาวาดเขียนในตัว

แม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดตัวหรือวางขาย แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่า Huawei ได้ยื่นจดสิทธิบัตร Mate X 2 (รุ่น 2) เรียบร้อยแล้ว โดยสื่อต่างประเทศอย่าง LetsGoDigital ออกมาเผยว่า ดีไซน์และคอนเซ็ตป์มีหน้าตาเหมือนกับ Mate X มาก ทั้งการพับและตำแหน่งกล้อง จะต่างกันตรงที่มีปากกา Stylus ในตัวที่สามารถถอดเข้า-ออกได้ ในตำแหน่ง USB-C ที่อยู่ด้านล่าง และกล้องกับแบตเตอรี่ยังมีขนาดบางขึ้นอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การยื่นจดสิทธิบัตรเท่านั้น Huawei ยังไม่ประกาศว่าจะผลิตออกมาวางขายแต่อย่างใด เราคงต้องตามดูกันอีกที
ที่มา : nl.letsgodigital.org , www.slashgear.com