หัวเว่ยนำเสนอ “5G แบบไม่ซับซ้อน” และโซลูชั่น SoftCOM AI ในงาน MWC Barcelona 2019

หัวเว่ยนำเสนอ “5G แบบไม่ซับซ้อน” และโซลูชั่น SoftCOM AI  ในงาน MWC Barcelona 2019

หัวเว่ยเข้าร่วมงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส 2019 (MWC Barcelona 2019) ที่บาร์เซโลน่าอย่างยิ่งใหญ่ จัดเต็มทั้งนิทรรศการ เวทีเสวนา การแสดงปาฐกถา รวมถึงการประชุมหารือหลากหลายหัวข้อกับลูกค้าของโอเปอเรเตอร์และพันธมิตรจากทั่วโลก

 หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นช่วยโอเปอเรเตอร์ขยายขอบเขตธุรกิจและสร้างการเติบโตใหม่ๆ ผ่านนวัตกรรมในเครือข่าย บริการ และรูปแบบธุรกิจต่างๆ โดยได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น 5G แบบครบวงจรในงานนี้ อาทิ ไซต์ 5G ที่ไม่ซับซ้อน, สถาปัตยกรรม, โปรโตคอล และ O&M เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตั้งใช้งานเครือข่าย 5G ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว หัวเว่ยยังได้เปิดตัวโซลูชั่น SoftCOM AI ซึ่งจะช่วยสร้างเครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติในอนาคตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเครือข่ายโทรคมนาคม

 ยุคของ 5G ได้มาถึงแล้ว และ AI ได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีเอนกประสงค์ตัวใหม่ การพัฒนานวัตกรรมจึงเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้จบ และมนุษยชาติก็จะเดินหน้าพัฒนาต่อไป โดยมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน โลกอัจฉริยะในอนาคตจะเป็น “Digital Village หรือ หมู่บ้านดิจิทัล” ที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกคนถึงกันอย่างใกล้ชิด

 สำหรับงานปีนี้ หัวเว่ยใช้ธีม “สร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ” โดยโถงนิทรรศการหลักของหัวเว่ยในฮอลล์ 1 ซึ่งออกแบบตามแนวคิด “Digital Village – หมู่บ้านดิจิทัล” แสดงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับวัฒนธรรม โดย “Digital Village” จะเป็นแพลตฟอร์มที่นำผู้มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมและผู้นำทางความคิดทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือเกี่ยวกับอุปสรรคความท้าทายและโอกาสที่โลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบจะนำมาสู่มวลมนุษยชาติ

 บูธหลักของหัวเว่ยที่ฮอลล์ 1 ในงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส 2019

 หัวเว่ยยังคงความเป็นผู้นำโซลูชั่น 5G อย่างเด่นชัดผ่านการลงทุนด้าน R&D แบบต่อเนื่อง ด้วยประสิทธิภาพอันสูงส่งของเครือข่าย 5G และความสามารถในการส่งมอบงานทำให้หัวเว่ยเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุด จนถึงขณะนี้หัวเว่ยได้ลงนามในสัญญา 5G เชิงพาณิชย์กับโอเปอเรเตอร์ทั่วโลกแล้วกว่า 30 ฉบับ และจัดส่งสถานีฐาน 5G ไปแล้วกว่า 40,000 ชุด โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเริ่มให้บริการ 5G และส่งมอบประสบการณ์คุณภาพสูงของ 5G แก่ผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว

 ในฮอลล์ 1 หัวเว่ยจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น 5G แบบครบวงจร ตั้งแต่ไซต์ 5G ที่เรียบง่ายและการขนส่งแบบบูรณาการ 5G ไปจนถึง Core คลาวด์ 5G และ O&M 5G ที่ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ยังจัดแสดงเทคโนโลยีหลักที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ ซึ่งรวมถึงความถี่วิทยุ การรับส่งข้อมูลผ่านแสง, IP และ IT ที่สะท้อนถึงความทุ่มเทในด้าน R&D อย่างจริงจัง และความสามารถด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่งของหัวเว่ยด้วย

 หัวเว่ยเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมที่เปิดตัวชิพและดีไวซ์ 5G เชิงพาณิชย์ และได้ประสานงานกับอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันให้ 5G เติบโตและเกิดการให้บริการเชิงพาณิชย์ หัวเว่ยได้สาธิตการถ่ายทอดสดด้วยภาพวิดีโอที่มีความละเอียดสูงระดับ 8K บนเครือข่าย 5G ของ Vodafone Spain และแอพลิเคชั่นใหม่ๆ เช่น Cloud VR, เกมบนคลาวด์ และคลาวด์พีซี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า 5G จะนำชีวิตที่ดีกว่ามาสู่ทุกคน

Advertisement

 ภายใต้การสนับสนุนของหัวเว่ย โอเปอเรเตอร์หลายรายในยุโรป รวมถึง Vodafone ได้ประกาศว่าเครือข่าย 5G พร้อมแล้วสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ และหัวเว่ยยังได้เซ็นสัญญา 5G กับโอเปอเรเตอร์อีกหลายรายจากทั่วโลกอีกด้วย

 ยิ่งไปกว่านั้น หัวเว่ยยังนำเสนอแนวคิดสำหรับเครือข่ายการขับขี่อัตโนมัติ รวมไปถึงโซลูชั่น SoftCOM AI ครอบคลุมสำหรับทุกสถานการณ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสิทธิภาพเครือข่าย ประสิทธิภาพ O&M และประสบการณ์ของผู้ใช้อย่างมีนัยสำคัญ โซลูชั่น SoftCOM AI ช่วยให้เกิด “0 บิต, 0 วัตต์” และการปรับเปลี่ยน Beam แบบปรับได้เป็นจริงได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าของเครือข่ายโทรคมนาคมได้มากที่สุด

 หัวเว่ยกำลังสร้างสรรค์เครือข่าย บริการ และรูปแบบธุรกิจอย่างแข็งขัน โดยทำงานร่วมกับลูกค้าเพื่อกำหนดรูปแบบธุรกิจและขอบเขตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมใหม่ เพื่อช่วยให้โอเปอเรเตอร์ประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยโซลูชั่นด้านธุรกิจใหม่ รวมถึงบริการคลาวด์ IoT บริการเคลื่อนที่ส่วนบุคคล บรอดแบนด์บ้านระดับพรีเมียมห้าดาว และการผนวกรวมของเครือข่ายและคลาวด์

 หัวเว่ยได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์กรต่างๆ ในอุตสาหกรรม และมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายในอนาคต ความปลอดภัยบนไซเบอร์ นโยบายด้านความมั่นคง และมาตรฐานต่างๆ ที่เน้นอุตสาหกรรมแนวตั้ง อีกทั้งเป็นผู้จำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมเพียงหนึ่งเดียวและรายเดียวของโลกที่ได้ผ่านการตรวจสอบและผ่านมาตรฐานระดับสูงสุดแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่าหัวเว่ยสามารถที่จะรังสรรค์ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่าให้กับลูกค้า

 ในงานปีนี้ หัวเว่ยกำลังค้นหากลไกด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์และมาตรฐานต่างๆ ที่เหมาะกับยุโรป โดยจัดงานฟอรั่มและประกาศความร่วมมือกับองค์กรอุตสาหกรรมสำคัญๆ เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นธรรมเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และปลอดภัยทั่วทั้งอุตสาหกรรม

 ปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่กลุ่มธุรกิจทั้งสามกลุ่มของหัวเว่ย อันได้แก่ กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ และกลุ่มคอนซูเมอร์ ได้เข้าร่วมงาน MWC โดยกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ยได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ระดับสี่ดาว ได้แก่ Flash Storage OceanStor Dorado ที่เร็วที่สุดในอุตสาหกรรม, สวิตช์ดาต้าเซ็นเตอร์ ตัวแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI, Access Point Wi-Fi 6 เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ตัวแรกของโลก และกล้อง X – ซีรีย์ กล้องที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์ AI ตัวแรกของโลก ในขณะที่กลุ่มคอนซูเมอร์จะจัดแสดงอุปกรณ์ยอดนิยมต่างๆ และเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G แบบพับได้เครื่องแรกของโลก

งาน MWC 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 28 กุมภาพันธ์ ที่เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน โดยหัวเว่ยจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่บูธ 1H50 ใน Fira Gran Via Hall 1, บูธ 3I30 ใน Hall 3 โซน Innovation City Zone ใน Hall 4 และบูธ 7C21 และ 7C31 ใน Hall 7 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ www.huawei.com/mwc2019

Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ

หลังจากร่ำลือกันตั้งแต่ปีที่แล้วว่า Samsung จะเปิดตัวมือถือที่มีหน้าจอพับได้ในปี 2019 ในที่สุดตอนนี้ทาง Samsung ก็เปิดตัวมันอย่างเป็นทางการแล้วในชื่อ Galaxy Fold

Samsung Galaxy Fold มีหน้าจอ AMOLED ที่ด้านนอกตัวเครื่องขนาด 4.6 นิ้ว สัดส่วน 21:9 ความละเอียด 840×1,960 พิกเซล และเมื่อกางออกมาจะมีจอด้านในขนาด 7.3 นิ้ว ความละเอียด 1,536×2,152 พิกเซล ซึ่งทาง Samsung ตั้งชื่อมันว่า Infinity Flex AMOLED รองรับการพับได้มากกว่า 200,000 ครั้ง ถ้าเรากางมันวันละ 100 รอบทุกวัน ก็จะใช้ได้ถึง 5 ปี เลยล่ะ

ข้อมูลชิปประมวลผลยังไม่มีการเผยรายละเอียดว่าเป็นรุ่นไหน บอกเพียงแค่ว่าจะเป็นซีพียู 8 คอร์ แบบ 64 บิต ที่พัฒนาด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร, แรม 12GB, หน่วยความจำภายใน 512GB UFS 3.0 และแบตเตอรี่ขนาด 4,380mAh ตัวเครื่องมีให้เลือก 4 สี คือ Cosmo Black, Space Silver, Martian Green และ Astro Blue

Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

1 / 12

Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Samsung เปิดตัว Galaxy Fold มือถือจอพับได้อย่างเป็นทางการ
Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

ใครที่อยากได้ กำเงินรอไว้เลย ราคาของมันอยู่ที่ $1,980 (ประมาณ 61,700 บาท) จะวางจำหน่ายในวันที่ 26 เมษายน ในต่างประเทศ ส่วนประเทศไทยอาจจะช้ากว่านั้นเล็กน้อย ถ้าไม่ถูกใจจอรูของ Galaxy S10 ก็เก็บเงินไว้ซื้อจอพับแทนแล้วกัน
ที่มา : www.samsung.com , www.engadget.com

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

Opensignal หน่วยงานวิจัยอิสระทางด้านประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้คนทั่วโลก โดยล่าสุดทาง Opensignal ได้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 4G ใน 77 ประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทำวิจัยนี้ด้วย โดยมีกราฟที่น่าสนใจดังนี้

สามารถคลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

โดยเป็นกราฟเปรียบเทียบความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ของแต่ละประเทศ (หน่วยความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลคือ Mbps) โดย ค่าสีส้ม คือความเร็วต่ำสุดในช่วงวัน ในส่วน ค่าสีน้ำเงิน คือความเร็วสูงสุดในช่วงวัน โดยประเทศประเทศที่มีความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ในระดับท็อปๆ หัวตารางคือ เกาหลีใต้ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 55.7 Mbps และต่ำสุดที่ 40.8 Mbps และประเทศ สิงคโปร์ ที่มีค่าความเร็วสูงสุดที่ 54.7 Mbps และต่ำสุดที่ 41.4 Mbps

ส่วนประเทศไทย ค่าความเร็วการดาวน์โหลดผ่านเครือข่าย 4G นั้นอยู่ท้ายๆ ตาราง (ตามที่ขีดเส้นสีแดง) โดยความเร็วการดาวน์โหลดสูงสุดในช่วงวันอยู่ที่ 11.7 Mbps และค่าความเร็วต่ำสุดในช่วงวันอยู่ที่ 6.0 Mbps 

***หมายเหตุ : คาดว่าที่ค่าความเร็วเฉลี่ย 4G ของไทย วัดออกมาได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ใช้งานชาวไทยบางส่วนได้ใช้แอพฯ ของ Opensignal ทำการทดสอบความเร็วเน็ต 4G ในช่วงที่แพ็กเกจข้อมูลหมด ทำให้ความเร็วดรอปลงค่อนข้างมาก ฉุดให้ค่าเฉลี่ยต่ำลง

ความเร็วสัญญาณ 4G ของไทยอยู่อันดับรั้งท้าย และความสำคัญของการพัฒนาไปสู่ระบบ 5G

ข้อมูลรวบรวมในช่วง 1 ม.ค. 2018 – 31 ธ.ค. 2018

อีกหนึ่งกราฟจาก Opensignal ที่น่าสนใจคือ การแสดงค่าความเร็วเฉลี่ยการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G ที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณความหนาแน่นของการที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G พร้อมๆ กัน โดยข้อมูลการวิเคราะห์จาก Opensignal ชี้ชัดว่าความเร็วของระบบ 4G เริ่มลดลงทันทีในเวลาที่ผู้คนเริ่มตื่นนอน (และเริ่มหยิบมือถือมาเล่น) โดยเริ่มตั้งแต่เวลาตี 4 เป็นต้นไป (4 am) ซึ่งผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือโดยทั่วไป นั้นใช้ระบบเครือข่ายที่มีการแชร์ความเร็วกันในกลุ่มผู้ใช้งาน ยิ่งมีคนเข้าใช้งานพร้อมๆ กัน ความเร็วจะถูกหารแบ่งกันไป ทำให้ความเร็วการดาวน์โหลดข้อมูลลดลง และกราฟความเร็วลดลงต่ำสุดในช่วงเวลา 3 ทุ่ม (9 pm) ก่อนที่ความเร็วจะดีดกลับไปสูงขึ้นเมื่อผู้คนเริ่มเข้านอน

ซึ่งความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ 4G ที่มีความผันผวนเป็นอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นผลจากความหนาแน่นของจำนวนผู้ใช้งาน ซึ่งค่าความเร็วที่ลดลง เป็นอุปสรรคอย่างมากสำหรับการใช้งานกับแอพพลิเคชั่น รวมถึงรูปแบบการประยุกต์ใช้งานข้อมูลผ่านอุปกรณ์โมบายในยุคถัดไป อย่างเช่น การประชุมจากระยะไกลที่ต้องการส่งข้อมูลทั้งภาพ และเสียงในระดับความละเอียดสูง เสมือนว่าผู้เข้าร่วมการประชุมมานั่งร่วมอยู่ในห้องเดียวกัน การประยุกต์ใช้เครือข่ายไร้สายในรูปแบบนี้ ต้องการความเร็วและความเสถียรในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งถ้าขาดความเร็วและเสถียรภาพ ก็ไม่อาจทำให้การใช้งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นข้อจำกัดของการสื่อสารข้อมูลแบบ 4G ในยุคปัจจุบัน โดยที่ระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลแบบ 5G ที่นอกจากจะมีความเร็วที่สูงกว่า 4G แล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ความเสถียรในการสื่อสารข้อมูลในระดับความเร็วสูงที่ทำได้ดีกว่า

ดยในทางทฤษฎีแล้ว เครื่องข่าย 5G สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 20 Gpbs (กิกะบิตต่อวินาที) ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ Massive MIMO และให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่ 10 Gpbs กับการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน

ในขณะที่เครือข่าย 4G ทำความเร็วได้สูงสุดได้เพียง 100 Mbps ในช่วงที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง (อย่างเช่นการใช้งานมือถือในขณะที่นั่งรถ หรือรถไฟ) และทำความเร็วได้ 1 Gbps ในช่วงที่อยู่กับที่ หรือตอนที่เรากำลังเดิน
ที่มา : opensignal.com , th.wikipedia.org

มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei

ปีนี้เป็นปีที่หลากหลายค่ายต่างเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอแบบพับได้ ก่อนหน้านี้ Samsung เพิ่งจะเปิดตัว Galaxy Fold ไปหมาดๆ ล่าสุด Huawei ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้บ้างแล้วในชื่อ Huawei Mate X (อ่านว่า “เอ็กซ์” นะ ไม่ใช่ “เท็น” ที่แปลว่าสิบ)

Mate X มีดีไซน์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ โดยมันมาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด 6.6 นิ้ว ที่ไม่มีรู และรอยแหว่ง สามารถกางออกมาเป็นหน้าจอขนาด 8 นิ้วได้ รูปแบบการพับจะเป็นการพับโดยเอาหน้าจอออกด้านนอก แตกต่างจาก Galaxy Fold ที่พับเข้าเหมือนปิดหนังสือ และที่ค่อนข้างน่าประทับใจ คือ เวลาพับจอเก็บ มันจะแนบสนิทไปกับอีกฝั่งเลยไม่มีช่องว่างตรงกลางเหมือนของคู่แข่ง กล้องสามตัวบริเวณด้านข้างของตัวเครื่องดีไซน โดยตรงกล้องได้ออกแบบมาให้หนาขึ้นเพื่อเป็นที่จับ คล้ายกับดีไซน์ของ Kindle Oasis เพื่อให้ถือมือเดียวได้ถนัดเวลาที่ใช้ในโหมดแท็บเล็ต

Image Slider Arrow Left
Image Slider Arrow Right

1 / 6

มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei
มาแล้ว Mate X สมาร์ทโฟนจอพับได้จาก Huawei

Huawei Mate X มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 9.0 ใช้ชิปประมวลผลที่พัฒนาขึ้นเองอย่าง Kirin 980, ชิปโมเด็ม Balong 5000 5G ที่รองรับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 5G ที่ทาง Huawei เคลมว่าดาวน์โหลดได้เร็วกว่า 4G ถึง 4 เท่า, แบตเตอรี่ขนาด 4,500 mAh, แรม 8GB และ รอม 512 GB รองรับการขยายเพิ่มด้วยไมโครเอสดีการ์ดสูงสุด 256GB

ใครที่สนใจก็เก็บเงินรอเลย ราคาเปิดตัวที่ $2,600 หรือประมาณ 81,400 บาท คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปี 2019
ที่มา : www.cnet.com , consumer.huawei.com

7 เทรนด์ธุรกิจความงาม 2019

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ทุกคนให้ค่านิยมความสวยความงามกันเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจด้านความงามในประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมไปจนกระทั่งผลิตภัณฑ์ดูแลเล็บเท้า รวมทั้งการเกิดขึ้นของสถาบันความงามต่างๆ ที่พร้อมรองรับทุกความต้องการของทุกเพศทุกวัย

ส่งผลให้ปัจจุบัน การแข่งขันในวงการธุรกิจความงามนั้นเข้มข้นเป็นอย่างมาก จากผู้ประกอบการเครื่องสำอางรายย่อย หรือ SMEs ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ถือเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างเร็ว อย่างไรก็ตามการตอบสนองเพื่อให้ทันกับกระแสปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ “สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ หรือ NEA” จึงได้เผยถึงเทรนด์ตลาดความงามในปี 2019 เพื่อให้รู้ทันเทรนด์แห่งอนาคต ซึ่งพบว่า 7 เทรนด์ความงามในปี 2019 ที่มาแรงและจำเป็นต้องรู้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจมีดังนี้ครับ

1. เครื่องสำอางออแกนิก 
จากกระแสนิยมรักสุขภาพและการใฝ่หาความเป็นธรรมชาติ 100% ส่งผลให้ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาเน้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น จึงเป็นเทรนด์ที่ยังร้อนแรงและเด่นชัดมากที่สุด ซึ่งไม่เพียงแค่ใช้พืชพรรณสมุนไพร แต่ยังรวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใส่ใจในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น ขวดแก้วที่ใส่บรรจุภัณฑ์แทนขวดพลาสติก กล่องสินค้าที่ย่อยสลายและมีกลิ่นอ่อนๆของธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อผู้ใช้แล้ว ยังเป็นการช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง เพราะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเท่ากับลดการใช้สารเคมี และยังเป็นการสร้างความน่าสนใจที่แตกต่างกับสินค้าทั่วไปในท้องตลาดได้อีกด้วย

2. นวัตกรรมเทคโนโลยีความงาม
นวัตกรรมและเทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ดำเนินธุรกิจควรเริ่มตั้งแต่การคิดค้นสูตร การวิจัย ต่อเนื่องถึงกระบวนการผลิต เช่น เครื่องจักรที่ทันสมัย การใช้วัตถุดิบที่แตกต่าง ระบบควบคุมคุณภาพที่ใช้ในระหว่างการผลิต การจัดเก็บ ตลอดจนถึงขั้นตอนการขนส่งถึงลูกค้า และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น การใช้นวัตกรรมลดริ้วรอย ส่วนผสมเพื่อการบำรุงผิวพรรณ นวัตกรรมยกกระชับต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จำเป็นต้องพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวิถีผู้บริโภคสมัยใหม่ และยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

3. สมุนไพรไทย Only in Thailand
ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งสมุนไพรที่ได้การยอมรับจากทั่วโลก วิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทยกับแบรนด์ต่างประเทศคือ การใช้ส่วนผสมที่มาจากเมืองไทยที่หาได้เพียงที่นี่ที่เดียว แต่อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ด้วยการเสริมงานวิจัยและวิทยาศาสตร์มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งกลยุทธ์ข้อนี้ถือเป็นแนวทางส่งเสริมให้กับกระแสออแกนิกที่กำลังทวีกระแสให้เติบโตควบคู่กันได้ดียิ่งขึ้น

4. ไอโอที สมาร์ท บิวตี้
Internet of Things หรือ IoT เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ และคงจะดีไม่น้อยหากมีเครื่องสำอางที่ชาญฉลาด อำนวยความสะดวกด้านผลลัพธ์ที่ได้มากกว่า “ความสวย” และเชื่อมโยงกับโลกอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น การใช้เซนเซอร์ผนึกกับผิวหนังเผื่อตรวจวัดค่าแสง UV พร้อมรายงานให้ผู้ใช้ทราบผ่านมือถือแบบเรียลไทม์ การสร้างแอปพลิเคชั่นเสริมเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อร่างกาย การสแกนใบหน้าเพื่อวัดค่าอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง ฯลฯ ทั้งนี้ กลยุทธ์การใช้ IoT เป็นโอกาสที่จะได้ทั้งการจดจำแบรนด์ ช่วยดึงดูดความสนใจ รวมถึงเป็นการสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นใหม่ให้กับผู้บริโภค ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็เริ่มมีแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดังได้พัฒนาแคมเปญการตลาดดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

5. ตอบโจทย์ทุกเฉดสีผิว 
ทุกวันนี้ เครื่องสำอางหลายแบรนด์ระดับโลกได้หันมาให้ความสำคัญในเรื่องความหลากหลายของผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดและทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก และต้องเข้าใจทุกปัญหาของผู้บริโภคที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดเพื่อตอบทุกโจทย์และเข้าถึงการตลาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ เทรนด์ดังกล่าวยังช่วยให้ผู้ใช้ได้ความรู้สึกแห่งความเท่าเทียมรวมทั้งช่วยให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

6. Anti–Pollution ดูดีได้ในทุกสภาวะ 
จากปัญหามลภาวะในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกับคนเมือง ถือเป็นปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น ไอเสียจากการจราจร ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า โดยสิ่งเหล่านี้ถือเป็นภัยที่ทำร้ายสุขภาพและความสวยงามได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การผลิตเครื่องสำอางเพื่อปกป้องผิวจึงเป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ผู้บริโภคจะมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

7. หอมแบบไม่ต้องใส่น้ำหอม
การใช้กลิ่นเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าหลากหลายแบรนด์ได้นำแรงบันดาลใจนำกลิ่นต่างๆ มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในเรือนร่างตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นขนมหวาน กลิ่นเครื่องดื่ม กลิ่นดอกไม้ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ในข้อนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ที่ต้องทำ เพราะแบรนด์ทั่วไปทำเท่านั้น แต่เป็นการเข้าถึงความรู้สึกและให้ประโยชน์เพิ่มเติมเช่น ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย แก้อาการวิตกกังวล ให้ความรู้สึกสดชื่น เป็นต้น

และทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่ทำธุรกิจด้านความงามจำเป็นต้องรู้ เพื่อก้าวทันเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคและนำมาปรับใช้ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เพื่อเจาะตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและขยายช่องทางการค้าให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขอบคุณที่มา : สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP

เทรนด์ไหนมาแรง! แฟชั่นอัพเดต 5 เทรนด์แฟชั่น 2019 ใส่ก่อนเก๋ก่อน

สาวๆ ที่รักเรื่องแฟชั่นไปแอบส่องบนรันเวย์ว่ามีเทรนด์แฟชั่น 2019 อะไรที่น่าจับตามองกันบ้าง จะได้เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเงินในกระเป๋าให้พร้อมเพื่อช้อปปิ้งกัน!

  • Black Blazer สูทดำยังคงคลาสสิก
เทรนด์แฟชั่น 2019 เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า

เริ่มต้นอัพเดทเทรนด์แฟชั่น 2019 ด้วยความคลาสสิกที่ไม่มีวันตกยุคกับ Black Blazer หรือเสื้อสูทสีดำล้วน ที่พร้อมจะมอบลุคเท่ๆ แบบสาววัยทำงานที่ดูดี๊ ดูดี ใส่แล้วดูกระฉับกระเฉง เหมาะสำหรับการใส่ไปทำงาน ไปประชุมหรือไปพบปะลูกค้า โดยสูทสีดำสุดคลาสสิกนี้ปรากฏอยู่ในโชว์ของ Givenchy Spring/Summer 2019 ที่มหานครปารีสด้วย

การแต่งตัวให้เข้ากับสูทสีดำนั้นง่ายมากเลยล่ะ ไม่ว่าจะเลือกกางเกงสีดำที่เข้าชุดกันหรือจะใส่กางเกงยีนส์ทรงสวยๆ สักตัวก็จะได้ลุคที่ดูชิลขึ้น สูทสีดำจึงกลายเป็นเทรนด์แฟชั่น 2019 ที่สาวๆ ต้องมีติดตู้เสื้อผ้ากันไว้สักตัว

ShopBack Tips : ความสนุกของการแต่งตัวตามแฟชั่นต้องดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า บางทีการเลือกเสื้อผ้าให้เข้าชุดกันแล้ว สาวๆ ก็อย่าลืมดูเรื่ององค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น รองเท้า หมวก กระเป๋า หากเทรนด์ใหม่ยังไม่มาจะอัพเดตเทรนด์กระเป๋า 2018 ก่อนก็ได้ ยิ่งถ้าบางชุดที่ดูเรียบไป หากได้เครื่องประดับหรือไอเท็มเก๋ๆ เพิ่มมาสักอันจะทำให้ลุคของคุณสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น สาวๆ สามารถช้อปปิ้งแฟชั่นเก๋ๆ ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบมี ส่วนลด Pomelo มีให้เลือกทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าและเครื่องประดับอีกมากมาย คุ้มกว่าด้วยการช้อปปิ้งผ่าน ShopBack ช้อป กิน เที่ยว ได้เงินคืน จะได้มีเงินเหลือไว้กลับมาช้อปปิ้งใหม่
  • Vacation Time เพราะทุกวันคือวันพักผ่อน
เทรนด์แฟชั่น 2019 เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า

การออกแบบของเหล่าดีไซเนอร์ในฤดูกาลนี้ ชวนให้คิดถึงการได้พักผ่อนอยู่ริมทะเลตลอดเวลา และนี่คืออีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่น 2019 ที่กำลังมาแรงกับสไตล์การแต่งตัวเหมือนอยู่ในห้วงเวลาแห่งการพักร้อน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเกาะอกใส่กับสร้อยคออันใหญ่สีสันสดใส หรือกระโปรงยาวกรอมเท้า ใส่แล้วดูพลิ้วเล่นลมได้ดี หิ้วกระเป๋าสานเก๋ๆ สักใบก็น่ารักไปอีกแบบ 

นอกจากนี้พวกชุดว่ายน้ำ ก็สามารถนำมาจับคู่กับเสื้อผ้าทั่วไปให้ดูใส่ได้แบบไม่โป๊ โดยเทรนด์นี้อยู่ในโชว์ของ Chanel, Maryam Nassir Zadeh และ Sportmax ถ้าหากสาวๆ แต่งตัวตามเทรนด์นี้คงสร้างความสนุกให้กับชีวิตในแต่ละวันได้เยอะเลยทีเดียว แบบแฟชั่นโชว์ของ Chanel ที่เนรมิตโชว์ให้เหมือนอยู่ริมทะเล เก๋สุดๆ ไปเลย

  • Bold Shoulder เสื้อไหล่ตั้งคือความเก๋ที่ห้ามพลาด
เทรนด์แฟชั่น 2019 เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า

อีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่น 2019 ที่กำลังจะมาแรงคือเสื้อทรงไหล่ตั้งที่ทำให้สาวๆ ดูสง่าผ่าเผย ใส่แล้วดูย้อนยุคหน่อยๆ เสื้อทรงนี้จะมีช่วงไหล่ที่ชัดเจน ดูเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว โดยผู้นำเทรนด์นี้คือ Demna Gvasalia เป็นนักออกแบบของ Balenciaga จึงทำให้เสื้อผ้า Spring/Summer 2019 ของ Balenciaga จะเน้นไปที่เสื้อทรงไหล่ตั้ง ใส่แล้วสวยเฉี่ยว ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลุคของสาวๆ ได้มากยิ่งขึ้น

ShopBack Tips : บางทีการอัพเดตเทรนด์แฟชั่นก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการส่องเหล่านางแบบหรือคนดังจากต่างประเทศที่มักจะมีแฟชั่นใหม่ๆ มาอัพเดทอยู่เสมอ เช่น Tyra Banks เจ้าแม่นางแบบสาวผิวสีที่นำเทรนด์แฟชั่น Gigi Hadid นางแบบสาวสาวนัยน์ตาชวนฝัน หรือจะเป็น Kendall Jenner ที่หยิบอะไรมาใส่ก็กลายเป็นเทรนด์ได้ในพริบตา ส่วนสาวไทยก็มีเช่นกัน อย่าง เต้ย จรินทร์พรที่แต่งตัวน่ารักแม่ชม-ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต เป็นต้น เสร็จแล้วก็อัพเดทตัวเองใหม่กันได้ที่ LOOKSI offer ที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำไว้มากมายหลายแบรนด์ด้วยกัน ถูกใจแบรนด์ไหนก็ช้อปผ่าน ShopBack ช้อป กิน เที่ยว ได้เงินคืน สวยเก๋ตามเทรนด์แบบสบายเงินในกระเป๋า
  • Washed Out Denim ยีนส์สีซีดจางสุดเซอร์
เทรนด์แฟชั่น 2019 เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า

เทรนด์  Washed Out Denim หรือกางเกงยีนส์สีซีดจางที่มีลายขาวๆ กระจายอยู่ทั่วกางเกงยีนส์ ดูแล้วเซอร์นิดๆ เท่หน่อยๆ ก็เป็นอีกเทรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว โดยเสื้อผ้ายีนส์สีซีดนั้นถูกออกแบบและเปิดตัวขึ้นโชว์ประกาศให้โลกรู้ ว่า เสื้อผ้าแฟชั่นเทรนด์นี้มาแน่ของหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Christian Dior, Miu Miu รวมถึง Isabel Marant ด้วย

สำหรับเทรนด์นี้ ShopBack คิดว่าคงถูกใจใครหลายคนแน่นอน เพราะเชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าของเพื่อนๆ ก็คงมียีนส์ซีดๆ กันอยู่ไม่น้อย ทีนี้ก็เอาออกมาใส่ได้ตามเทรนด์แบบไม่ต้องควักกระเป๋าตังซื้อใหม่หรือรอทำให้เก่าแล้ว

  • Polka Dots ลายจุดสุดน่ารัก
เทรนด์แฟชั่น 2019 เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า

กลับมาฮิตอีกแล้วกับลายจุด Polka Dots สุดแสนจะน่ารักที่ปรากฏอยู่บนรันเวย์ของหลายแบรนด์ เช่น Dolce&Gabbana Spring Summer 2019 ที่เปิดมาด้วยชุดสีดำลายจุดสีขาว ซึ่งลายจุดก็ยังเป็นลายที่มากี่ทีก็ยังได้รับความนิยมอยู่เสมอ เห็นแล้วเหมือนได้นั่งเครื่องย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 80’s

ข้อดีของการสวมใส่เสื้อผ้าลายจุดคือทำให้สาวๆ ได้ย้อนวัย ทำให้ได้ลุคที่ดูเบาๆ มีความน่ารักเหมาะสำหรับการแต่งตัวในวันสบายๆ หรือจะแต่งไปออกเดทก็เหมาะมากเลยล่ะ

ShopBack Tips : นอกจากเรื่องแฟชั่นที่ต้องอัพเดทแล้ว เทรนด์แต่งหน้าก็เป็นสิ่งที่สาวๆ ต้องคอยอัพเดทด้วยเช่นกัน สำหรับในปี 2019 การแต่งหน้าจะเน้นขนคิ้วที่ชัดเจน เน้นการปัดขนคิ้วให้ดูตั้งๆ ส่วนสีแก้มที่มาแรงคือ สีส้มอมพีช ปัดแล้วดูเด็กและสดใส เรื่องการทาปากจะเน้นลิปกลอสที่มีความมันวาว ทาแล้วดูใสๆ ระเรื่อ สุขภาพดี แต่ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เครื่องสำอางที่ใช้ด้วยนะคะ ช้อปปิ้งเครื่องสำอางใหม่ๆ มี ส่วนลด Sephora ผ่าน ShopBack ช้อป กิน เที่ยว ได้เงินคืน รับเงินคืนทุกความสวยแบบไม่มีพลาด

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเทรนด์แฟชั่น 2019 หวังว่าคงจะถูกใจสาวๆ สายแฟชั่นที่ชื่นชอบการแต่งตัวทุกคน เพื่อที่สาวๆ จะได้รู้เทรนด์ก่อนใคร เตรียมตัวช้อปปิ้งรับแฟชั่นใหม่ๆ ในปีหน้า ดูแลรูปลักษณ์ภายนอกกันแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองจากข้างใน กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับเป็นเวลา ออกกำลังกายเป็นประจำ สวยใสจากข้างใน บวกข้างนอกแจ่ม สวยเริ่ดสมบูรณ์แบบค่า

♥สำหรับใครที่อยากกินเที่ยวช้อปแบบชาญฉลาด อย่าลืมลงทะเบียนเพื่อรับเงินคืนทุกครั้งที่ช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน ShopBack เพราะแค่ คลิก ช้อปสะสม ก็สามารถโอนเงินคืนเข้าบัญชีธนาคารตัวเองได้ไม่ยากแล้ว ลองใช้กันดูนะคะ!

♥พูดคุยและรับข่าวสารเงินคืนให้คุณประหยัดได้มากขึ้นที่ www.facebook.com/ShopBackThailand

♥ส่วนใครอยากแชร์โปรเด็ด ดีลโดน แวะมาบอกกันที่ group ฉลาดเลือก ฉลาดช้อป ของ ShopBack กันได้นะจ้ะ

เตรียมตัวให้พร้อมกับแฟชั่นสุดจี๊ดในปี 2019

ในปี 2019 ที่กำลังจะมาเยือนนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เตรียมตัวให้ดีเพราะคีย์เทรนด์แฟชั่นสุดจัดจ้านเหล่านี้พร้อมเปลี่ยนปีกุนให้สนุกสุดเหวี่ยงแล้ว

1.Tie-Dye

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

ยังคงแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่กับผ้ามัดย้อมสไตล์ multi-colored ที่ฮอตฮิตมากในช่วงกลางปี 2018 และยังถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่มาแรงแน่ๆ ในปี 2019 ใครที่หลงรักความคัลเลอร์ฟูลกับเสื้อผ้าสไตล์นี้คงได้มิกซ์แอนด์แมทช์กันสนุกแน่

2.Bike Shorts

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

กางเกงขาสั้นสุดสปอร์ตอย่าง Bike shorts หรือกางเกงสำหรับปั่นจักรยานก็เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่น่าจับต่อมองในปี 2019 ด้วยความคล่องตัวและดีไซน์สุดสปอร์ตนี่แหละที่เป็นพ้อยท์สำคัญในการจุดไอเดียสาวๆ ให้สนุกกับการแต่งตัว ซึ่งกางเกงแบบนี้เป็นที่โปรดปรานของเซเลบตระกูล Kardashian สุดๆ เรียกว่าเป็น Everyday use ของสาวบ้านนี้ไปแล้ว ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องไปออกกำลังกายก็ใส่เก๋ๆ แบบฉบับแม่มาเอง!

3.One Cold Shoulder

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

เสื้อปาดไหล่ข้างเดียวคืออีกหนึ่งแฟชั่นที่มาแรงแน่ในปีหน้า ด้วยดีไซน์สุดเก๋ หนาวนิดๆ ฮอตหน่อยๆ นี่แหละที่ทำเอาหลายคนหลงรัก ซึ่งในปีนี้เราเห็นเสื้อปาดไหล่เป็นเสื้อท่อนบนซะส่วนใหญ่แต่คาดการณ์ว่าในปีหน้าเสื้อปาดไหล่ลักษณะนี้จะถูกเห็นในดีไซน์ของเดรสซะส่วนมาก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นสุดเก๋ ที่สาวสายแฟต้องห้ามพลาด

4.See-Through Plastic Coats

PHOTO CREDIT: VOGUE

เสื้อซีทรูธรรมดามันเอาท์ไปแล้ว ปีกุนนี้ต้องเป็นโค้ทซีทรูพลาสติกสุดเก๋เท่านั้น ที่แม้หน้าจะคล้ายเสื้อกันฝนแต่บอกเลยว่าใครมาหยิบมาใส่คือเปลี่ยนทุกที่ให้เป็นรันเวย์ทันที ยิ่งจับมิกซ์กับเสื้อหรือเดรสยาวสีสดหรือสีนีออนก็ยิ่งเพิ่มความสนุกในการแต่งตัวไปอีกเท่าตัว บอกได้คำเดียวว่า ฝนตกก็สาดมาเลย เธอไม่มีสิทธิ์เป็นอุปสรรคการแต่งตัวของวิถีคนชิคได้!

5.Mixed Prints

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

แน่นอนว่าสาวๆ มักหลงใหลในการหยิบจับเสื้อผ้ามาผสมกันอยู่แล้ว แต่ฤดูกาลหน้าการมิกซ์เสื้อผ้าลายพริ้นส์ทั้งหลายเป็นอีกสไตล์ที่จัดจ้านในย่านนี้แน่นอน ด้วยการผสมทั้งลายพริ้นส์ของท่อนบนและท่อนล่าง หรือจะเป็นผ้าลายพริ้นส์สวยๆ กับเดรสก็เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่น่าจับตามองในปี 2019

6.Red-Hot Looks

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

สีถูกหรือแพงต้องแดงไว้ก่อนคือม็อตโตที่ได้ใช้ในปีหน้าแน่นอน ด้วยลุคสีแดงชุดฮอตไม่ว่าจะเป็นเดรสยาวหรือเดรสสั้นก็คือลุคสุดอมตะที่ฮิตตลอดกาล โดยความพิเศษอยู่ตรงที่เป็นสีแดงโทน Ruby red คีย์คัลเลอร์สุดจี๊ดที่พร้อมเปลี่ยนทุกวันให้เป็นรันเวย์ ไม่ว่าจะเป็นเดรส เสื้อหรือกางเกงที่เป็นสีแดง ล้วนเป็นสิ่งที่สาวๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

7.Neons

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

เสื้อผ้าสีนีออนถูกการันตีโดย Jeremy Scott ในคอลเล็คชั่น Spring 2019 Ready to Wear ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าสีนีออนให้ดูแฟชั่นจ๋าแต่ใส่ได้จริง โดยสีหลักคือ สีส้ม เขียวและเหลืองนีออน ที่หากใครอยากจะเจิดจรัสเทรนด์แฟชั่นนีออนนี่แหละที่พร้อมฟาด

8.Updated Safari Jacket

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

แจ็คเก็ตซาฟารีสุดเก๋ที่เพิ่มเลเยอร์ด้วยเข็มขัดเป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่การันตีโดยดีไซเนอร์ชื่อดังชาวมาเลเซียอย่าง  Zang Toi ซึ่งความเก๋อยู่ที่ดีไซน์ที่แฝงไปด้วยความเซ็กซี่และเฟมินีนลงบนชุดนักผจญภัย ที่ไม่ว่าจะเป็นจัมพ์สูทหรือเสื้อกับเกงเกงขาบานก็ล้วนแต่เป็นลุคที่น่าจับตามอง พร้อมรันวงการแฟชั่นสุดๆ

9.Tonal Dressing

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

Tonal dressing หรือการแต่งตัวแบบเพิ่มเลเยอร์ของสีที่ใกล้เคียงกันคือแฟชั่นที่จุดกระแสได้จาก Marc Jacobs คอลเล็คชั่น Spring 2018 โดยชุดที่สวมใส่โดย Adwoa Aboah ถูกเป็นที่พูดถึงจำนวนมากกับคีย์เทรนด์นี้ที่คาดว่าน่าจะส่งผลแรงไปถึงปีหน้าเพราะเป็นแฟชั่นที่ดูทันสมัยแต่ยังคงความเบสิคแบบที่ไม่เยอะก็สวยได้

10.Colorful Fringe

PHOTO CREDIT: COSMOPOLITAN.COM

ใครที่หลงรักสีสันคัลเลอร์ฟูลขอบอกเลยว่าคุณจะไม่จัดจ้านอยู่คนเดียว เพราะสีจี๊ดๆ แบบนี้ปีหน้ามาแน่! โดยนอกจากสีสันจะสดใสสุดๆ แล้ว ความสนุกจะเพิ่มมาตรงที่เป็นแฟชั่นสีสดในแบบฉบับเวสเทิร์นคาวบอย โดยเฉพาะเชิ้ตตัวยาวที่จับคู่กับกางเกงขาบานเป็นอะไรที่เจิดสุดๆ ยิ่งลายบนกางเกงมีเลเยอร์ลายลูกไม้ ยิ่งเพิ่มความชิคให้แบบฉบับผู้นำแฟชั่นที่แท้

Apple เตรียมปล่อยหูฟังไร้สาย AirPods 2 และแท่นชาร์จไร้สาย Apple AirPower

อุปกรณ์ใหม่ของทาง Apple ออกมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์เสริมอย่าง หูฟังไร้สาย Apple AirPods 2 ที่ทาง MySmartPrice ได้บอกว่า หูฟังไร้สายใหม่นี้ จะมาพร้อมกับดีไซน์แบบเดียวกับรุ่นแรก แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีกว่าตัวก่อนหน้า และถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลการยืนยันใดๆ จาก Apple แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า AirPods 2 จะมาพร้อมกับมาตรฐาน Bluetooth 5.0 ที่ใช้พลังงานต่ำอีกด้วย

คาด! ปลายปี Apple เตรียมเปิดตัวหูฟังไร้สาย AirPods 2 และแท่นชาร์จไร้สาย Apple AirPower

ในส่วนสเปคและดีไซน์ของ AirPods 2 อาจจะไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้รู้สึกว้าวเท่าไหร่ ซึ่งหูฟังใหม่นี้จะเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพ เสียงซะมากกว่า และสิ่งที่น่าสนใจก็น่าจะเป็นการพัฒนาเสียง Bass ให้ดีขึ้นนี่แหละ สำหรับใครที่ชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจก็คงจะเข้าใจในส่วนนี้ดี นอกจากนี้ตัวอุปกรณ์จะมีการเคลือบผิววัสดุแบบเดียวกับสมาร์ทโฟน Google Pixel เพื่อป้องกันการลื่นอีกด้วย

นอกจากนี้ AirPods 2 ยังได้เพิ่มเซ็นเซอร์ใหม่สำหรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ด้วย ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ใหม่ และรุ่นนี้ มีให้เลือกด้วยกัน 2 สี ได้แก่ ขาว และ ดำ โดยราคาจะอยู่ราวๆ 6,300 บาท (200 เหรียญสหรัฐ) ส่วนวันที่เปิดตัว คาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีนี้

คาด! ปลายปี Apple เตรียมเปิดตัวหูฟังไร้สาย AirPods 2 และแท่นชาร์จไร้สาย Apple AirPower

ในส่วนของ AirPower Wireless Charging Pad นั้นคาดว่าจะเปิดตัวพร้อมกับ AirPods 2  ซึ่งตัวแผ่นชาร์จไร้สายนี้จะมีความหนาพอสมควรเพราะมีการใช้ระบบขดลวด 3 ชั้น แบบ 8-7-7 คาดว่าจะเปิดตัวด้วยราคาราวๆ 4,700 บาท (150 เหรียญสหรัฐ)

โดย Wireless Charging Pad นี้แน่นอนว่าสามารถนำไปใช้งานร่วมกับ iPhone รุ่นล่าสุด รวมทั้งรุ่นก่อนหน้าที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ ซึ่งก็หวังว่า เราจะได้เห็น AirPower ออกสู่ตลาดซักทีในปีนี้
ที่มา : www.gizmochina.com