เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก

หลังจากที่ Apple Store เปิดสาขาที่ 2 ในไทยที่ห้างสรรพสินค้า Central World ล่าสุด ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ก็เตรียมตัวเปิด Apple Store สาขา 3 ที่ Marina Bay Sands ซึ่งดีไซน์ของสาขานี้มีความแปลกแตกต่างกว่าสาขาไหนๆ ด้วยความเป็นโดมลอยบนผิวน้ำเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของโลก!

สำหรับ Marina Bay Sands เป็นหนึ่งใน Landmark ชื่อดังของสิงคโปร์อยู่แล้ว ด้วยความเป็นโรงแรมดีไซน์สวย ตั้งบริเวณริมอ่าว Marina โดยที่เจ้า Apple Store สาขาดังกล่าวจะมีทางเดินเข้าไปยังตัวร้านได้ และตั้งอยู่ริมทางเดินในบริเวณ Marina Bay Sands ส่วน 2 สาขาแรกในสิงคโปร์ก็มีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กัน ทั้งสาขาถนน Orchard และสาขา Jewel ในสนามบิน Changi

เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก
เตรียมพบกับ Apple Store สาขา Marina Bay Sands สิงคโปร์ เร็วๆ นี้ ด้วยดีไซน์โดมลอยน้ำแห่งแรก

แม้ตอนกลางวัน Apple Store Marina Bay Sands อาจดูเหมือนยานอวกาศแปลกๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวล้ำอนาคต แต่ในยามค่ำคืน ตัวอาคารจะเล่นแสงไฟสวยงาม ยิ่งในช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินก็ช่วยเพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น เชื่อว่าเมื่อไหร่ที่ Apple Store สาขานี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (และแฟนๆ ต่างประเทศสามารถบินไปเที่ยวสิงคโปร์ได้แล้ว) ที่นี่น่าจะกลายเป็น Apple Store สาขาใหม่ที่ต้องไปเยี่ยมเยียนอย่างแน่นอน
ที่มา : www.apple.com

Apple เตรียมเพิ่มลูกเล่น AR (Augmented Reality) สำหรับบริการ Apple TV+

ทาง Apple อาจกำลังวางแผนเรื่องการนำเอา AR (Augmented Reality) เข้ามาเพิ่มการบริการบน Apple TV+ ในช่วงปีหน้านี้ ซึ่งคาดว่ามันน่าจะมีการพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถดึง Characters และสิ่งของต่างๆ จากหนังหรือซีรีส์ให้ออกมาปรากฎอยู่บนพื้นที่ที่เราต้องการผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้

เช่นว่า ผู้ใช้อาจสามารถดึงรถ Rover ที่ใช้สำรวจดวงจันทร์จากฉากหนึ่งใน For All Mankind (สารคดีการสำรวจดวงจันทร์ของทาง Apple) มาแสดงผลบนโต๊ะทานข้าวได้ ซึ่งทาง Bloomberg ก็ได้ระบุอีกว่าฟีเจอร์นี้ควรจะสามารถใช้งานได้ในปีนี้ แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงทำให้ต้องเลื่อนกำหนดการณ์ออกไปก่อนเพราะต้องแก้ปัญหาทั้งเรื่องของซอฟต์แวร์และการผลิตเนื้อหาต่างๆ

Apple เตรียมเพิ่มลูกเล่น AR (Augmented Reality) สำหรับบริการ Apple TV+


ภาพจาก : https://appleinsider.com/articles/19/10/21/ronald-d-moore-talks-about-bringing-for-all-mankind-to-apple-tv

และในช่วงนี้ทาง Apple ก็ได้พยายามจะผลักดันบริการสตรีมมิงของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะหลังจากครบสัญญาการใช้สิทธิบริการฟรีของ Apple TV+ จำนวนผู้ใช้ที่ต่อสัญญาการบริการนี้ก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และก่อนหน้านี้ก็ได้มีข่าวออกมาว่าจะเพิ่ม Apple One ที่เป็นแพ็กเกจรวบบริการของ Apple ให้ผู้ใช้ที่สนใจสามารถสมัครใช้บริการได้อย่างประหยัดมากยิ่งขึ้นเข้ามาด้วย ดังนั้นการเพิ่มฟีเจอร์อย่าง AR เข้ามาเพิ่มก็น่าจะช่วยดึงดูดความสนใจให้ผู้ใช้กลับมาสมัครบริการนี้มากขึ้นได้ส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ Apple ยังได้ระบุว่าจะ เพิ่มเซนเซอร์ LIDAR ลงใน iPhone บางรุ่นที่กำลังจะปล่อยออกมาในเร็วๆ นี้ ซึ่งผู้ใช้ iOS 14 เวอรชัน Beta บางคนก็สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทยังวางแผนว่าจะปล่อย AR Headset ออกมาในช่วงปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) และแว่น AR ในปีถัดไป ซึ่งทางบริษัทก็คาดว่าน่าจะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเล่นเกม หรือการประชุมทางไกลให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย

ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com

Microsoft ปล่อยฟีเจอร์ Transcribe บน Word เวอร์ชันเว็บ ช่วยแปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความได้

เตรียมพบกับฟีเจอร์ใหม่ของ Microsoft Word เวอร์ชันเว็บไซต์ ซึ่งคุณสามารถนำไฟล์เสียง หรือคลิปต่างๆ นำไปอัปโหลด และ ให้โปรแกรมช่วยพิมพ์ออกมาเป็นประโยคทั้งคลิปได้เลย ตอบโจทย์นักเรียนสายอัดเทป ผู้จดบันทึกการประชุม และนักข่าวที่ต้องแกะเสียงพูด หรือจดเลคเชอร์เป็นประจำ

โดยฟีเจอร์นี้มีชื่อว่า “Transcribe” เป็นฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับ Microsoft Word เวอร์ชันบนเว็บไซต์ สำหรับผู้ใช้บริการ Microsoft 365 Subscribers ความพิเศษคือนอกจากจะช่วยแกะเทปให้ผู้ใช้งานได้แล้ว ยังสามารถช่วยแยกเสียงบทสนทนาออกเป็นวรรคเป็นตอนพร้อมบอกเวลาในคลิปแต่ละประโยค เพื่อให้ง่ายต่อการย้อนกลับไปฟังและพิมพ์แก้ไขได้เลย

Microsoft ปล่อยฟีเจอร์ Transcribe บน Word เวอร์ชันเว็บ ช่วยแปลงไฟล์เสียงเป็นข้อความได้

ส่วนการใช้งานให้เลือกเมนู Dictate (รูปไมค์) บนแถบ ribbon จากนั้นให้คลิกเมนู “Transcribe” แล้วกด Upload Audio เพื่อเลือกไฟล์เสียงที่ต้องการได้เลย โดยไฟล์ที่รองรับประกอบไปด้วยไฟล์นามสกุล MP3, WAV, M4A, MP4 และต้องมีขนาดไฟล์ไม่เกิน 200MB เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม Microsoft ประกาศว่าฟีเจอร์นี้จะมีข้อจำกัดบางอย่างด้วย เช่น จำกัดระยะเวลาคลิปที่อัปโหลดแค่ 5 ชั่วโมงต่อเดือน หมายถึงถ้าคุณอัปโหลดคลิปไป 1 ชั่วโมงเป็นจำนวน 5 คลิป ก็คือหมด ใช้ต่อไม่ได้แล้วต้องรอเดือนต่อไปเท่านั้น นอกจากนี้ยังรองรับแค่ภาษาอังกฤษส่วนภาษาอื่นๆ จะค่อยๆ ทยอยปล่อยออกมาตามทีหลัง

และนอกจากจะปล่อยฟีเจอร์ให้เวอร์ชันบนเว็บไซต์แล้ว บริษัทมีแผนจะปล่อยลงให้กับแอปพลิเคชัน Word ทั้ง iOS และ Android ด้วยในอีกไม่ช้า เพื่อเพิ่มความสะดวกต่อการใช้งานทุกที่ทุกเวลา 
ที่มา : www.theverge.com

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว

Google เปิดตัว Android 11 Beta 3 หรือ Public Beta ให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดไปทดสอบเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครอยากดาวน์โหลด Android 11 สามารถดาวน์โหลดได้ที่หน้า developer ของ Android ได้เลย แต่ยังจำกัดการทดสอบบนสมาร์ทโฟน Google Pixel บางรุ่นเท่านั้น

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://developer.android.com/android11

โดย Android 11 Beta 3 เปิดให้ดาวน์โหลดและทดสอบการใช้งานจนถึงวันที่ 8 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทาง Google อธิบายว่า Android 11 เวอร์ชัน Beta นี้จะเป็นการปล่อยให้ทดสอบครั้งสุดท้าย และจะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ตามมา

Google ปล่อย Android 11 เวอร์ชัน Public Beta (Beta 3) ให้ผู้ใช้งานทดสอบแล้ว
https://www.phonearena.com/news/last-beta-version-of-android-11-released_id126457

ส่วนใครที่มี Google Pixel รุ่นที่รองรับอยู่ในมือ สามารถดาวน์โหลด Android 11 Beta 3 ได้ที่ developer.android.com/android11 และคลิกที่ปุ่ม Get the Beta ซึ่งในเว็บก็จะระบุไว้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นไหนรองรับการทดสอบ Android 11 บ้าง ซึ่งมีทั้ง Pixel 2, Pixel 2 XL, Pixel 3, Pixel 3 XL, Pixel 3a, Pixel 3a XL, Pixel 4, Pixel 4 XL จากนั้นเปิดใช้งานได้ที่เมนูตั้งค่าในสมาร์ทโฟนแล้วเลือก System > Advanced > System Update และกดปุ่มสีฟ้าบริเวณมุมขวาล่างเพื่อ Download and Install

นอกจากนี้ ใน Android 11 Beta 3 ยังอัปเดตระบบ Notification ใหม่ มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Bubbles เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ พร้อมกับการอ่านและส่งข้อความ อีกทั้งยังอัปเดต Emoji แบบใหม่ ออกแบบให้ดูเป็น 2 มิติมากขึ้น ลดในส่วนของแสงเงาให้น้อยลง
ที่มา : www.phonearena.com , www.androidpolice.com , android-developers.googleblog.com

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด

ทาง Apple ได้ออกมาประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับ iMac รุ่นใหม่ของบริษัทว่ามันจะมีขนาดหน้าจอ 27 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้ได้มีข่าวออกมาว่า ทาง Apple อาจเปลี่ยนดีไซน์ของ iMac ใหม่ แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้ดีไซน์ภายนอกในรูปแบบเดิม และเพิ่มการอัปเกรดสเปคภายในแทน ซึ่งทางบริษัทก็ได้ทำการเพิ่ม SSDs ที่ผู้ใช้เรียกร้องกันมาเป็นจำนวนมากเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย และเพิ่มความคมชัดของกล้อง Webcam สูงสุดถึง 1080p HD (รุ่นเก่าๆ ทำได้เพียง 720p)

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://store.storeimages.cdn-apple.com/8756/as-images.apple.com/is/imac-27-selection-hero-202008?wid=904&hei=840&fmt=jpeg&qlt=80&op_usm=0.5,0.5&.v=1594932848000

โดย CPU ของ iMac รุ่นใหม่นี้จะใช้งานชิป CPU Gen10 ของ Intel (Comet Lake) ในการประมวลผล และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยได้มีข่าวเรื่องที่ Apple จะพัฒนา CPU ชิปเซ็ตของตนเองที่ใช้สถาปัตยกรรม ARM (ชิปประมวลผลขนาดเล็ก) แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้นำเอามาปรับใช้กับ iMac ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้

แต่จะมีชิป “T2 Security” ที่เป็นชิปควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลต่างๆ ที่ทาง Apple พัฒนาขึ้นเอง โดยมันจะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดภายใน SSD ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้งาน iMac ได้อย่างปลอดภัย และด้วยชิป T2 นี้ก็เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฟีเจอร์ต่างๆ บน iMac ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการคุมแสงหน้าจอ หรือการตรวจจับใบหน้า (ใช้ร่วมกับ Webcam) เป็นต้น

Apple เปิดตัว iMac 27 นิ้ว ดีไซน์เดิม เพิ่มการอัปเกรด


ภาพจาก : https://www.theverge.com/2020/8/4/21353899/apple-imac-2020-webcam-price-specs-release-date-announcement

สำหรับ GPU ก็ยังคงใช้ของค่าย AMD ยังเดิม แต่ได้เปลี่ยนมาใช้ AMD Radeon Pro 5300 ที่เป็น GPU รุ่นเดียวกับ MacBook Pro ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อรองรับการประมวลผลกราฟิกที่เสถียรมากยิ่งขึ้น และใช้จอภาพ Retina 5K (5120 x 2880) โดยมีตัวเลือกกระจกหน้าจอแบบ “Nano Texture” ที่จะช่วยลดการสะท้อนของหน้าจอเข้ามาอีกด้วย (เพิ่มเงินอีกประมาณ 17,500 บาท)

ในส่วนของราคานั้น Apple ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี โดยจะสามารถแบ่งราคาตามสเปคของ iMac ได้ ดังนี้

  • 62,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.1GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 256GB
  • 69,900 บาท CPU : Core i5 (6-Core) ความเร็ว 3.3GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5300 ขนาด 4GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB
  • 79,900 บาท CPU : Core i7 (8-Core) ความเร็ว 3.8GHz, GPU : AMD Radeon Pro 5500 ขนาด 8GB, RAM : 8GB และ SSD 512GB

ที่มา : techcrunch.com , www.engadget.com , www.theverge.com , www.apple.com

สมาคม CTA ประกาศปรับรูปแบบการจัดงาน CES 2021 ให้เป็นงานแบบออนไลน์

สมาคม CTA (Consumer Technology Association) ได้ออกมาประกาศชัดว่างาน CES 2021 ที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคมปีหน้านี้จะเป็นงานในรูปแบบ All-Digital Experience หรือการจัดงานแบบออนไลน์ทั้งหมด และจะไม่มีการจัดแสดงสินค้าต่างๆ เหมือนกับปีที่แล้วมาแต่อย่างใด

และปกติแล้วทางสมาคม CTA จะจัดงาน CES ขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมของทุกปีที่ศูนย์ประชุมกลางของเมือง Las Vegas สหรัฐอเมริกา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ของทั้งสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ก็ทำให้ Gary Shapiro CEO ของ CTA ตัดสินใจประกาศว่าจะปรับรูปแบบของงาน CES 2021 ในปีหน้าให้เป็นงานแบบออนไลน์แทน

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นทำให้สาธารณะสุขทั่วโลกตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ดังนั้นการเชิญบุคคลจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันเป็นหมื่นๆ คนใน Las Vegas เพื่อติดต่อธุรกิจหรือจัดแสดงสินค้าก็คงไม่เหมาะสมนัก และแน่นอนว่าเทคโนโลยีที่พวกเราให้ความสนใจก็สามารถเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ได้ เพราะมันมีส่วนช่วยอย่างมากในการเรียน, ทำงาน และติดต่อสื่อสารกันในช่วงการระบาดของไวรัส – และด้วยเทคโนโลยีนี้เองทำให้เราตัดสินใจว่าจะจัดงาน CES 2021  ในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด (All-Digital Experience) เราเชื่อว่ามันน่าจะเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ของทั้ง Exhibitor (ผู้ที่มาออกบูธในงาน) และผู้ที่สนใจเข้าชมงานได้

สำหรับวัน-เวลาการจัดงานก็ยังยืนว่าว่าจะดำเนินการจัดงานตามกำหนดการณ์เดิม คือ วันที่ 6-9 มกราคม ค.ศ. 2021 (พ.ศ. 2564) แต่ต้องรอการประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องทางการจัดงาน, กฎการเข้าร่วมและจัดแสดงงานจากทางสมาคมอีกทีหนึ่ง และ Gary ยังทิ้งท้ายอีกว่าหากเป็นไปได้เขาก็วางแผนจะกลับไปจัดงาน CES 2022 ที่ศูนย์ประชุมกลาง Las Vegas ดังเดิม
ที่มา : gizmodo.com , sea.mashable.com , www.cta.tech

Apple ขยายโปรแกรม Trade-in ให้ผู้ใช้ยกเครื่อง Mac มาแลกรับส่วนลดที่ Apple Store ได้แล้ว

ผู้ใช้อุปกรณ์ Mac ไม่จำเป็นที่จะต้องรอการตอบกลับจากทางบริษัทในการขอแลกเครื่องผ่านเว็บไซต์อีกต่อไป เพราะล่าสุดทาง Apple ได้ออกมาประกาศเพิ่มโปรแกรม แลกเครื่องสำหรับอุปกรณ์ Mac ที่ร้านค้า (Apple Store) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยผู้ใช้จะสามารถยก Mac เครื่องเก่ามา แลกรับส่วนลด ในการซื้ออุปกรณ์ Mac เครื่องใหม่ หรือเลือกรับเป็น Apple Gift Card (บัตรส่วนลดการซื้ออุปกรณ์ของ Apple) ที่ Apple Store ได้ ทั้ง MacBook, iMac, Mac Pro และ Mac mini

Apple ขยายโปรแกรม Trade-in ให้ผู้ใช้ยกเครื่อง Mac มาแลกรับส่วนลดที่ Apple Store ได้แล้ว


ภาพจาก : https://www.apple.com/shop/trade-in

ทางบริษัทระบุว่าการขยายบริการโปรแกรมแลกเครื่องที่ Apple Store นั้นน่าจะช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจนำเอาเครื่องเก่ามาแลกมากขึ้นเพราะไม่ต้องเสียเวลารอการดำเนินการและส่งสินค้าทางไปรษณีย์ที่ยุ่งยาก และการวอล์คอินเข้ามานี้ก็ ช่วยให้ผู้ใช้ได้มาสัมผัสและทดลองใช้งานอุปกรณ์อื่นๆ ของ Apple เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Apple ขยายโปรแกรม Trade-in ให้ผู้ใช้ยกเครื่อง Mac มาแลกรับส่วนลดที่ Apple Store ได้แล้ว


ภาพจาก : https://9to5mac.com/2019/09/21/new-apple-stores-houston-bloomington-bridgewater-openings/

นอกจากนี้ ทาง Apple ยังได้อัปเดตราคาส่วนลดการแลกเครื่องของสมาร์ทโฟน Android เข้ามาภายในเว็บไซต์ของบริษัทอีกด้วย โดยในตอนนี้รับแลกเครื่องเฉพาะแค่ Samsung Galaxy, Note และ Google Pixel บางรุ่น ส่วนสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดอื่นๆ นั้นทางบริษัทก็ระบุว่า ยินดีที่จะรับรีไซเคิลให้ฟรี (สามารถเอาเครื่องเก่าไปให้ Apple ทำการรีไซเคิลได้ แต่จะไม่ได้รับส่วนลดจากทางบริษัท)

อย่างไรก็ตาม โปรแกรมแลกเครื่อง Mac ที่ Apple Store นั้นได้นำร่องการบริการในสหรัฐอเมริกา (15 มิถุนายน) และแคนาดา (18 มิถุนายน) เท่านั้น ในส่วนของ Apple Store ของประเทศอื่นๆ นั้นต้องรอการประกาศอีกทีหนึ่ง
ที่มา : www.engadget.com , www.bloomberg.com , www.apple.com

Google เปิดตัว Keen โซเชียลเน็ตเวิร์คคล้าย Pinterest แชร์และเสพไลฟ์สไตล์ที่ชอบอย่างไม่รู้จบ

ทีม Area 120 จาก Google เปิดตัวแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบใหม่ ที่มาในรูปแบบเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันบน Android ชื่อว่า “Keen” ให้เราสามารถบันทึกรูปภาพ วิดีโอ หรือไลฟ์สไตล์ที่สนใจ สร้างไว้เป็นคอลเลคชั่นส่วนตัว เพื่อนำมาแชร์ให้เพื่อนกดไลค์ หรือกดติดตามคอลเลกชั่นของเราได้ 

ความโดดเด่นของ Keen คือผู้ใช้ไม่ต้องไปค้นหาข้อมูลกิจกรรมจากไหนไกล แค่สนใจอะไรอยู่ตอนนั้น ก็เสิร์ชหาหัวข้อ (Topic) ที่สนใจได้เลย เช่น การฝึกสุนัข การทำขนม ดารา การท่องเที่ยว ซึ่งระบบจะช่วยแนะนำทั้งบทความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่เกี่ยวข้อง จากหลายเว็บไซต์ให้เราได้นำมารวบรวมบันทึกไว้เป็นคอลเลกชั่นของตัวเอง หรือแม้กระทั่งสามารถอัปโหลดรูป หรือวิดีโอของตัวเองใส่ลงไปในคอลเลกชั่นก็ยังได้ 

Keen จะช่วยให้คุณเสพเนื้อหา หรือสะสมคอลเล็กชันที่คุณรัก เพื่อแบ่งปันร่วมกับผู้อื่น สิ่งที่คุณชอบจะถูกจดจำด้วยระบบ AI เพื่อบันทึกไว้ และนำเสนอเนื้อหาแบบเดียวกันเพิ่มให้แบบไม่รู้จบ

– CJ Adams หนึ่งในผู้พัฒนา Keen –

ความพิเศษอีกอย่างของ Keen ก็คือระบบ AI ที่ถูกใส่เข้ามาช่วยจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้ คือ ถ้ายิ่งผู้ใช้สนใจเนื้อหาประเภทไหนมากเป็นพิเศษ เช่นค้นหาบ่อยๆ คลิกดูบ่อยๆ ระบบ AI ก็จะคอยแสดงเนื้อหาใหม่ๆ ของหัวข้อประเภทนั้นเข้ามาให้เรื่อยๆ บนหน้าฟีดหลัก ทำให้เวลาที่เปิดเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน Keen ขึ้นมา เราก็สามารถเลื่อนดูฟีด เพื่อเพิ่มเติมเนื้อหาในคอลเลกชั่นส่วนตัวได้ตลอด ซึ่งพอฟังรูปแบบของระบบนี้ ก็ดูละม้ายคล้ายกับ แพลตฟอร์ม Pinterest ชื่อดังเหมือนกันนะ

นับว่า Keen ถือเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่ที่น่าใช้อยู่เหมือนกัน เพราะจุดเด่นของมันสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ในเรื่องของความสะดวกสบายได้อย่างดี ถ้าใครสนใจอะไรเช่น งานศิลป์ รูปภาพไอดอล หรืองานอดิเรกอื่นๆ ก็ไม่ต้องค้นหาเอง เพราะในแพลตฟอร์มนี้รวมทุกอย่างมาเสิร์ฟให้ถึงที่ แถมยังตามเทรนด์ของสายอวดในยุคนี้ มอบโอกาสให้เราได้เป็นผู้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นส่วนตัวไว้อวดใครต่อใครได้

แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดที่เหมือนกับ Pinterest ก็ดูเหมือนจะเข้ามาซ้ำตลาดหน่อยๆ ซึ่งจะประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมเหนือกว่าหรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันอีกที
ที่มา : www.engadget.com , techcrunch.com

YouTube เพิ่ม Shoppable Ads และปรับหน้าการโฆษณาใหม่ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น

YouTube ปรับปรุงการโฆษณาใหม่ให้ “ง่ายต่อการซื้อขาย” และสะดวกต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ขายมากขึ้น เพราะทางบริษัทได้อธิบายว่าจากการสำรวจพบว่าผู้ใช้ราว 70 % ตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีโฆษณาปรากฏอยู่บนหน้า YouTube ดังนั้นทางบริษัทจึงได้เพิ่มบริการให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้จากหน้าการโฆษณาง่ายขึ้นจากเดิม โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกดูสินค้าเพิ่มเติมและกดที่ Shop Now เพื่อเข้าสู่หน้าการซื้อสินค้าได้

สำหรับร้านค้าที่ต้องการขึ้น Shoppable Ads จะต้องซิงก์เข้ากับ Google Merchant Center เข้ากับวิดีโอโฆษณา จากนั้นกดที่ “Call to Action” และเลือกสินค้าที่ต้องการให้แสดงผลบน YouTube ได้ตามต้องการ

YouTube เพิ่ม Shoppable Ads และปรับหน้าการโฆษณาใหม่ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น


ภาพจาก : https://www.blog.google/products/ads/new-ways-to-drive-action/

นอกจากนี้ยังเพิ่มโปรโมตโฆษณามากขึ้นด้วย Video Action Campaigns ที่จะทำการดึงโฆษณาทั้งจากหน้าแรกของ YouTube, ภายในวิดีโอ และ Google Video Partner เข้ามาเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการหรือร้านค้าที่ซื้อการโฆษณาจาก YouTube ในราคาประหยัด

YouTube เพิ่ม Shoppable Ads และปรับหน้าการโฆษณาใหม่ให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าได้ง่ายมากขึ้น


ภาพจาก : https://www.blog.google/products/ads/new-ways-to-drive-action/

และสำหรับผู้ใช้ทั่วไปทางบริษัทก็ระบุว่าจะเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในโฆษณาเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดเวลาที่ผู้ใช้จะต้องสลับไปค้นหารายละเอียดของสินค้าที่สนใจขณะดู YouTube โดยทางบริษัทก็หวังว่าการอัปเดตใหม่นี้จะช่วยเหลือให้ทุกคนสามารถโปรโมตสินค้าและตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
ที่มา : techcrunch.com , www.blog.google , www.tubefilter.com , 9to5google.com

YouTube ทุ่มเงิน 100 ล้านดอลลาร์ตั้งกองทุนและแคมเปญสนับสนุน BlackLivesMatter

ที่ YouTube เราเชื่อว่าชีวิตของคนดำนั้นสำคัญ (Black Lives Matter) และพวกเราทุกคนควรที่จะล้างระบอบการเหยียดสีผิวนี้ออกไป เราจะร่วมประท้วงเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับ George Floyd, Breonna Taylor, Ahmaud Arbery และคนผิวดำอีกจำนวนมากที่เสียชีวิตไปเพราะการเหยียดสีผิวนี้ และเราต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าเราสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

Susan Wojcicki CEO ของ YouTube แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอต้องการที่จะสนับสนุนและผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมมากยิ่งขึ้นและได้โพสต์ข้อความดังกล่าวนี้ในบล็อกของ YouTube รวมทั้งได้ปล่อยคลิป “Bear Witness, Take Action” ออกไปในวันที่ 11 มิถุนายนเพื่อเชิญชวนให้ติดตามการพูดคุย, แชร์ประสบการณ์, ให้ความรู้เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและการถูกเลือกปฏิบัติของคนผิวดำในวันที่ 13 มิถุนายนที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ยังได้ออกมาประกาศว่าจะ ตั้งกองทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,100 ล้านบาท) เพื่อ “ขยายฐาน Creator ผิวดำ” ให้ได้มีพื้นที่สื่อในการสร้างสรรค์คอนเทนท์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น

เราได้พยายามทำงานอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เพื่อพัฒนาให้ YouTube เป็นพื้นที่ปลอดภัยและอิสระกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะกับคนผิวดำที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเสมอมา เราพยายามจะอุดช่องว่างในส่วนนี้และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ผิวดำทั้งศิลปิน, Creator และผู้ใช้ทั่วไปได้มีพื้นที่ในการแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ของพวกเขามากขึ้น และป้องกันไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งและหยามเหยียดจากบุคคลอื่น

และเมื่อปีที่ผ่านมาทาง YouTube ก็ได้ทำการลบคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาหรือชี้ชวนให้เกิดความเกลียดชังและความรุนแรงทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ, เพศ, สีผิว หรือรสนิยมทางเพศออกไปกว่า 100,000 คลิป และลบคอมเมนท์ที่มีเนื้อหาเดียวกันนี้ออกไปกว่า 100 ล้านคอมเมนท์เลยทีเดียว (แต่สำหรับ คดีการฟ้องร้องของกลุ่ม LGBTQ กับ YouTube ที่ยังยืดเยื้ออยู่ก็ไม่ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมแต่อย่างใด)

อย่างไรก็ตาม YouTube ก็ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ออกมาสนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมนี้ เพราะบริษัทแม่อย่าง Google เองก็ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัทจะบริจาคเงินจำนวน 12 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 37 ล้านบาท) ให้กับหน่วยงานผลักดันในเรื่องนี้ และทาง Apple เองก็ระบุว่าจะบริจาคเงิน 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,100 ล้านบาท) ด้วย ส่วน Facebook และ Amazon ก็ได้บริจาคเงินราว 10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 31 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการหยุดยั้งการเหยียดสีผิวด้วยเช่นกัน
ที่มา : www.engadget.com , www.theverge.com , youtube.googleblog.com