Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

 Google Maps จะช่วยให้การใช้ชีวิตของหลายๆ คนง่ายมากขึ้นจากการค้นหาตำแหน่ง (Location) ต่างๆ แต่ในบางสถานที่ที่ไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในชนบทหลายๆ แห่งก็ไม่มีที่อยู่ (Address) บน Google Maps และมักจะแสดงผลเป็นพื้นที่ใหญ่ๆบริเวณข้างเคียงแทน ทำให้ผู้ที่ไม่คุ้นชินเส้นทางหลายคนยังคงหลงทางอยู่แม้ว่าจะเปิด Google Maps เพื่อช่วยนำทางแล้วก็ตาม

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น


ภาพจาก : https://www.freepik.com/free-vector/error-404-concept-landing-page_5156007.htm#page=1&query=lost&position=13

ทาง Google ก็ได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้และได้ ดำเนินการแก้ไข มาเป็นเวลาหลายปี แต่สิ่งที่บริษัทได้แก้ไขนั้นไม่เพียงแค่เพิ่ม Address ที่หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้ทำการพัฒนา Plus Codes ที่จะช่วยให้การระบุตำแหน่งของผู้ใช้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะมันจะทำการระบุ Locaion ด้วยการจับพิกัดละติจูดและลองจิจูดจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเปิดแอปพลิเคชัน Google Maps ก็จะมีจุดสีน้ำเงินที่แสดงตำแน่งของผู้ใช้ในขณะนั้นปรากฏขึ้นมา และหากกดเข้าไปที่ จุดสีน้ำเงินก็จะมีรหัส 6 ตัวของ Plus Codes ที่ผู้ใช้สามารถเลือกส่งตำแหน่งให้กับบุคคลอื่นๆ ระบุตำแหน่งของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะรหัส Plus Codes นี้จะสามารถทำการค้นหาบน Google และ Google Maps ได้

Google เพิ่ม Plus Codes เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้ระบุ Location ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น


ภาพจาก : https://blog.google/products/maps/an-address-for-everywhere-plus-codes/

และบริษัทก็คาดหวังว่าการเพิ่ม Plus Codes เข้ามาจะช่วยให้ผู้ใช้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุด่วนอื่นๆ ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เพราะมันน่าจะช่วยประหยัดเวลาให้กับเจ้าหน้าที่ในการตามหาตำแหน่งของผู้ที่ขอความช่วยเหลือได้มากเลยทีเดียว โดย Sundar Pichai CEO ของบริษัทได้กล่าวว่า

ด้วยที่อยู่ในระบบดิจิทัล (Digital Address) นี้จะช่วยให้ผู้คนอีกจำนวนมากได้เข้าการบริการต่างๆ ที่มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการบริการขนส่งต่างๆ รวมทั้งช่วยให้การทำธุรกิจเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นอีกด้วย

สำหรับการใช้งาน Plus Codes บนแอปพลิเคชัน Google Maps นั้น ทางบริษัทระบุว่าจะปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ Android ได้ใช้งานกันใน Google Maps เวอร์ชันล่าสุดที่กำลังจะมีการอัปเดตในเร็วๆ นี้ ส่วนใครที่ใช้ iOS ก็ยังต้องรอต่อไปอีกพักหนึ่ง
ที่มา : www.theverge.com , blog.google

Google กำลังทดสอบระบบ ยืนยันสั่งจ่ายเงินด้วยเสียง บน Google Assistant

Google กำลังทดสอบระบบการจ่ายเงินด้วยเสียงบน Google Assistant ซึ่งตอนนี้มีการปล่อยออกมาให้ผู้ใช้บางส่วนที่ได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งนิยามของ Google Assistant ก็คือผู้ช่วยอัจฉริยะบนมือถือ Android และตอนนี้มันมีประโยชน์กับผู้ใช้มากขึ้นทุกวัน

สำหรับระบบใหม่นี้ แน่นอนว่าโดยปกติการจ่ายเงินด้วยสมาร์ทโฟนทั่วไป มักจะใช้พาสเวิร์ด ลายนิ้วมือ หรือสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันการสั่งจ่าย ซึ่งไม่เคยมีการใช้ระบบเสียงมาก่อนแต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า Google พยายามจะทำให้สามารถสั่งจ่ายเงินด้วยระบบจดจำเสียงได้

ซึ่งปัจจุบันยังเป็นแค่การทดสอบ ถ้าปล่อยออกมาจริงๆ แล้ว Google ระบุว่าระบบนี้สามารถใช้ได้กับการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน หรือการซื้อแอปพลิเคชันบน Play Store เท่านั้น แต่ก็ยังมีร้านอาหารบางแห่งที่สามารถใช้ได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอัปเดตให้ภายหลัง และเชื่อว่าสิ่งนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างมาก

Google กำลังทดสอบระบบ ยืนยันสั่งจ่ายเงินด้วยเสียง บน Google Assistant


ภาพจาก https://www.xda-developers.com/google-tests-voice-confirmation-purchases-google-assistant/

โดยวิธีการตั้งค่าใช้งาน ให้เราเข้าไปที่ Google app > More > Settings > Google Assistant > You > Payments จากนั้นก็ผูกบัญชีเข้ากับระบบ (ถ้ายังไม่เคย) และเปิด Verify it’s you before paying เพื่อเปิดต่อไปยัง “Confirm with Voice Match” ระบบจะให้เราพูดประโยคบางประโยค 2-3 ครั้ง  เพื่อให้ Google Assistant สามารถจดจำเสียงของผู้ใช้ และควบคุมการจ่ายเงินด้วยเสียงได้ 

ไม่มีการยืนยันว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ แต่สื่อต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ Google อาจจะพูดถึงฟีเจอร์นี้ในวันเปิดตัว Android 11 เวอร์ชันเบต้าวันที่ 3 มิถุนายนที่จะถึงนี้
ที่มา : www.xda-developers.com

Apple ซื้อกิจการสตาร์ทอัพ ดึงบุคลากร และเทคโนโลยีช่วยเสริมความฉลาดให้ “Siri”

Apple เข้าซื้อกิจการบริษัท ‘Inductiv’ เพื่อนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial intelligence (AI) ของบริษัทดังกล่าวมาต่อยอดพัฒนาให้กับซอฟต์แวร์ “Siri” หรือผู้ช่วย AI ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว

บริษัท ‘Inductiv’ ถือว่าเป็นสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยศาสตราจารย์คนหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยบริษัทนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยี Artificial intelligence ที่ช่วยเก็บรวบรวมและตรวจสอบความข้อมูล โดยมันสามารถที่จะเรียนรู้ได้ว่าข้อมูลใดที่สำคัญ และข้อมูลใดที่ผิดพลาด หรือไม่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยมนุษย์ได้ในเรื่องของการตรวจสอบข้อมูลที่ซับซ้อน รวมถึงซอร์สโค้ดของซอฟต์แวร์ เป็นต้น

Apple เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพ ดึงเทคโนโลยีเอไอ และบุคคลากรช่วยเสริมศักยภาพ "Siri"


ภาพจาก https://9to5mac.com/2020/05/27/apple-acquires-machine-learning-startup-inductiv-inc-to-improve-siri-data/

โดยการซื้อบริษัทเทคโนโลยีเล็กๆ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ซึ่งทาง Apple เองก็ไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะซื้อมาเพื่อทำอะไร แต่รายงานของ ‘9to5mac‘ ระบุว่า ตอนนี้วิศวกรจาก Inductiv ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนาโปรเจ็คต่างๆ ใน Apple เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้ดูแลในส่วนของโปรเจ็ค Siri, Machine learning, และเรื่องของวิทยาศาสตร์ข้อมูล

ขณะที่รายงานของ ‘Engadget‘ ระบุว่า Apple จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพของ Siri โดยจะเพิ่มเรื่องของเสียงพูดให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการคัดกรองข้อมูล ช่วยให้ซอฟต์แวร์ Siri ไม่จดจำข้อมูลผิดๆ และเกิดความสับสน หรือก็คือให้ Siri มีข้อมูลให้ผู้ใช้ได้แม่นยำมากขึ้น

ช่วงหลังๆ มานี้แนวทางของ Apple มักให้ความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนา Siri อยู่เรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็มีการซื้อตัวหัวหน้าทีมฝ่ายพัฒนา AI ของ Google มาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องเทคโนโลยี AI Assistant เดี๋ยวนี้มีการพัฒนามากขึ้นอย่างมาก เช่น Google Assistant หรือ Alexa ของ Amazon ซึ่ง Apple ก็น่าจะมีเป้าหมายที่จะพัฒนา Siri ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งให้ได้นั่นเอง
ที่มา : 9to5mac.com , www.engadget.com

เปิดตัว Messenger Room ห้องวิดีโอแชทแบบกลุ่มจาก Facebook

เชื่อว่าทุกคนน่าจะคุ้นเคยกับ Facebook Messenger หรือการแชทผ่าน Facebook เป็นอย่างดี ล่าสุด ทาง Facebook ประกาศเปิดตัว Messenger Room วิดีโอแชทแบบกลุ่มอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

โดย Messenger มีจุดเด่นที่การใช้งานวิดีโอแชทเพื่อการประชุมเป็นกลุ่มได้สูงสุดถึง 50 คน ใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือแบบไม่จำกัดเวลา แม้แต่สมาชิกที่ไม่มีแอคเคาท์ Facebook ก็ยังเข้าร่วมด้วยได้ สามารถตั้งค่า Privacy เลือกประชุมแบบสาธารณะหรือจำกัดเฉพาะบุคคล ถ้าเกิดเหตุการณ์ผู้ไม่หวังดีหือไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สามารถเลือกสมาชิกที่ต้องการให้เข้าร่วมและลบสมาชิกคนอื่นๆ ออกไปได้ และจัดการล็อคห้องแชทได้เสร็จสรรพ

เปิดตัว Messenger Room ห้องวิดีโอแชทแบบกลุ่มจาก Facebook

นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์ลิงค์ห้องแชทไปยังหน้า News Feed เพื่อเชิญชวนคนอื่นๆ ให้เข้าร่วมได้ หรือใครที่อยากได้ลูกเล่นระหว่างแชท ก็มีฟีเจอร์การเปลี่ยนพื้นหลังแบบในแอป Zoom ซึ่งทาง Facebook อัปเดตความคืบหน้าว่ากำลังอยู่ในช่วงเพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ๆ เพื่อให้ได้ฟีเจอร์การแชทผ่านวิดีโอที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนใครที่อยากใช้งาน Messenger Room อย่าลืมอัปเดตแอป Facebook และ Messenger ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด และใช้แอป Messenger Desktop สำหรับคอมพิวเตอร์ในระบบ Windows และ macOS

ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯ สร้างสติ๊กเกอร์อวตารเลียนแบบตัวเองได้แล้ว

วันนี้ (14 พ.ค.63) ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างสติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนอวตารของตัวเองได้แล้ว เพื่อเอาไปใช้ ตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ หรือโพสต์ใต้คอมเมนต์  รวมถึงในแชท Messenger ซึ่งตัวการ์ตูนเหล่านี้สามารถปรับแต่งได้ทั้งทรงผม สีผิว เสื้อผ้า ให้เหมาะกับคาแรคเตอร์ของผูใช้ 

ผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯ สร้างสติ๊กเกอร์อวตารเลียนแบบตัวเองได้แล้ว

แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ Snapchat ก็มี Bitmoji เอาไว้สร้างตัวการ์ตูนอวตารได้เช่นกัน ซึ่งเป็นแอปแยกออกมาจาก Snapchat อีกที แต่ในส่วนของ Facebook จะใส่ฟีเจอร์นี้ลงไปในแอปเลย ซึ่งจะอยู่ในเมนูสติ๊กเกอร์ และมีปุ่มให้กด “Make Your Avatar” โดยที่ทุกคนสามารถสร้างและเซฟเก็บไว้ใช้เมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ

น่าเสียดายไม่น้อยที่บ้านเรายังใช้ฟีเจอร์นี้กันไม่ได้ ซึ่งทาง Facebook ก็ยังไม่มีการประกาศออกมาว่าจะปล่อยให้ประเทศอื่นได้ใช้เมื่อไหร่ แต่บางประเทศในยุโรปก็เริ่มใช้กันได้แล้ว ดังนั้นเราคงต้องรอไปก่อน

Google Lens อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ สแกน อ่านออกเสียงข้อความ และ copy ลายมือลงคอมพิวเตอร์ได้

นอกจาก Google Lens จะทำหน้าที่แปลภาษา ช่วยค้นหาข้อมูล สแกน QR Code ได้ ล่าสุด มีฟีเจอร์ใหม่ที่จะทำให้ต้องอึ้ง ทึ่งกันเลยทีเดียว กับการอ่านออกเสียงข้อความที่สแกนไว้ และการ Copy ข้อความไปยังคอมพิวเตอร์อย่างง่ายดาย

Google Lens อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ สแกน อ่านออกเสียงข้อความ และ copy ลายมือลงคอมพิวเตอร์ได้

หากใครสแกนเอกสารด้วย Google Lens เป็นประจำ นอกจากการลากคลุมเพื่อค้นหาต่อหรือ Copy แล้ว ยังมีปุ่มใหม่อย่าง Listen เพื่อให้ระบบอ่านข้อความออกเสียง เหมาะกับผู้ที่ต้องการคำอ่านที่สงสัย หรือฝึกออกเสียงให้คล้ายกับเจ้าของภาษา ใช้ได้ทั้งกับคำศัพท์ ประโยคและย่อหน้าบทความ

นอกจากนี้ ความสามารถของ Google Lens ไม่จำกัดแค่ข้อความเท่านั้น แต่ยังสามารถประมวลผลลายมือ และย้ายข้อมูลลายมือไปยังคอมพิวเตอร์ได้ ผ่านเบราเซอร์ Chrome ที่ลงทะเบียนไว้ และยังค้นหาข้อมูลผ่านการถ่ายภาพด้วย Google Lens และกดค้นหาเพียงครั้งเดียว

แต่น่าเสียดายที่ฟีเจอร์นี้ของ Google Lens มีเฉพาะในเวอร์ชัน Android เท่านั้น แต่ใน iOS ก็คงต้องรอไปก่อน แต่คาดว่าอีกไม่นานเกินรอแน่นอน
ที่มา : www.gsmarena.com , www.androidpolice.com

AIS แจก “ฟรี” Youtube Premium ให้ผู้ใช้บริการเอไอเอสรายเดือนนานสูงสุด 6 เดือน

AIS ร่วมกับ Youtube ประกาศแจก Youtube Premium ฟรีให้ผู้ใช้บริการเอไอเอสรายเดือน นานสูงสุด 6 เดือน เพื่อลดความเครียดจากพิษโควิด-19

สำหรับ Youtube Premium คือบริการแบบสมัครสมาชิก ที่ให้ผู้ใช้รับชมวิดีโอบน Youtube โดยไม่มีโฆษณาคั่น สามารถเล่นวิดีโอในพื้นหลังบนมือถือได้ (หรือระหว่างปิดหน้าจอ) และดาวน์โหลดเก็บไว้ดูแบบออฟไลน์ได้ ซึ่งบริการนี้ยังรวมถึงการใช้ฟรี Youtube Music ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ใช้สำหรับฟังเพลงบนยูทูป

AIS กล่าวว่าจะมอบสิทธิ์ให้ผู้ใช้บริการรายเดือนที่มีอยู่ในปัจจุบัน 7 ล้านราย ให้สามารถรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพียงกด *656*1# โทรออก และรอรับ SMS แจ้งขั้นตอนการสมัคร และทำตามขั้นตอน โดยผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับประกอบไปด้วย

  • ลูกค้าเอไอเอสรายเดือนที่ใช้แพ็กเกจตั้งแต่ 699 บาท ขึ้นไป รับ Youtube Premium ฟรี 6 เดือน 
  • ลูกค้าเอไอเอสรายเดือนที่ใช้แพ็กเกจต่ำกว่า 699 บาท ลงไป รับ Youtube Premium ฟรี 3 เดือน 

แต่คนอื่นอย่าเพิ่งเสียใจ เพราะ AIS มอบโอกาสให้สิทธิ์เพิ่มกับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่ายเป็นแพ็กเกจรายเดือน สามารถรับ Youtube Premium ฟรี นาน 6 เดือนได้อีกด้วย เมื่อสมัครแพ็กเกจ NEXT G MAX SPEED ตั้งแต่ 699 บาทขึ้นไป

AIS แจก "ฟรี" Youtube Premium ให้ผู้ใช้บริการเอไอเอสรายเดือนนานสูงสุด 6 เดือน

ดังนั้นถ้าตอนนี้ใครสนใจอยากลองก็สามารถไปกดสมัคร และดู Youtube ได้แบบไม่มีอะไรมากวนใจกันได้เลย อย่างไรก็ตาม AIS มีการระบุบนเว็บไซต์ด้วยว่าผู้ได้รับสิทธิ์ต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยทดลองใช้ฟรี และการใช้งาน YouTube Premium, YouTube Music Premium, Google Play Music และ YouTube Red ในระยะเวลาย้อนหลัง 12 เดือนมาก่อน รวมถึงสิทธิ์จากโครงการอื่นๆ ก่อนหน้านี้

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

LIVE EVENT LINE FOR BUSINESS ภายใต้หัวข้อ “THAILAND NOW AND NEXT AFTER COVID-19 พฤติกรรมผู้บริโภคไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังสถานการณ์โควิด-19” โดยได้รับเกียรติจาก

  • คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด
  • คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ
  • คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกลุ่ม

คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค COVID-19 ว่า เป็นวิกฤตที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะสั้น ส่วนประเทศไทย นอกจากปัญหาโรคระบาด COVID-19 ยังประสบปัญหาอื่นๆ อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาสังคม รวมถึงสิ่งที่ผู้คนวิตกกังวลอย่างปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน ปัญหาหนี้สิน ที่มีส่วนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง และสิ่งสำคัญที่ตามมาคือ การนำเทคโนโลยีมาประกอบใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

คุณสมวลีกล่าวต่อว่า พฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ประกอบกับเหตุการณ์วิกฤตที่ทำให้ต้องอยู่แต่ในบ้าน จึงทำให้การเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการต่างๆ เกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวเอเชีย 70% คุ้นเคยกับการเลือกใช้สินค้าแบรนด์ท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าของใช้ส่วนตัวและเครื่องดื่ม ที่ไม่ต้องขนส่งสินค้าจากต่างประเทศซึ่งใช้เวลานานในการขนส่ง นอกจากนี้  ลูกค้า 63% เลือกซื้อสินค้าจากคุณภาพและสิ่งที่ได้รับจากสินค้านั้นๆ โดยไม่คำนึงถึงราคา ส่วนเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ก็คือ Auto Shopping Subscription สามารถสั่งซื้อล่วงหน้า ร่วมกับบริษัทขนส่ง Logistics จัดส่งสินค้าตามวันและเวลาที่ต้องการโดยอัตโนมัติ, การนำข้อมูลสินค้ามาให้ลูกค้าทดลองผ่านแอปพลิเคชันแทนการพูดคุยกับพนักงาน เช่น ทดลองเครื่องสำอางก่อนซื้อ

นอกจากนี้ คุณสมวลียังกล่าวว่า ในอนาคต Social Media จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้คนติดตามเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นในประเทศจีนที่สื่อออนไลน์กลายเป็นสื่อหลัก (Mainstream Media) สามารถเช็กข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ ดูโฆษณาเพื่อพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ได้เลย ซึ่งการซื้อขายสินค้าจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางออนไลน์นอกเหนือจากช่องทางออฟไลน์ ขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้ามากขึ้น และร่วมมือกับทางบริษัทขนส่งเพื่อการส่งสินค้าที่รวดเร็วเช่นกัน

เทรนด์ที่เปลี่ยนไปบนแพลตฟอร์ม LINE ทั้งโทร สั่งอาหาร ช้อปปิ้ง

คุณพฤทธิสิทธิ์ ประทีปะวณิช หัวหน้าฝ่ายจัดการแพลตฟอร์มและบริการ LINE เล่าว่า อัตราการใช้แอปพลิเคชัน LINE นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ฟีเจอร์พื้นฐานอย่างการโทร LINE Call เพื่อติดต่อสื่อสาร, การซื้อ LINE Sticker ที่อิงกับเหตุการณ์ COVID-19 ซึ่งทาง LINE ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่างการแชร์ภาพหน้าจอผ่าน LINE Desktop บนคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึง LINE Official ประเทศไทยที่หันมานำเสนอข่าวและข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

คุณพฤทธิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการบริการเดลิเวอรี่ ทาง LINE ประเทศไทยจึงเปิดโอกาสให้ร้านอาหารสามารถสมัครเข้าร่วมกับ LINE Man แอปพลิเคชันส่งอาหารถึงบ้านผ่านแอปได้ทันที อนุมัติผลภายใน 1 วัน รวมถึงยอดผู้ซื้อสินค้าผ่าน LINE Shopping ที่เพิ่มขึ้น 68% ยอดสั่งซื้อเฉลี่ยออเดอร์ละ 1,500 บาท และอัตราการใช้จ่ายผ่านร้านค้า My Shop บน Official Account ที่มีมากกว่า 9,000 ร้าน ยอดสั่งซื้อเพิ่มมากถึง 300% ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและ Rabbit LINE Pay เพิ่มขึ้น 30%

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น
สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

ยอดการค้นหาคอนเทนต์ LINE Today และ LINE TV เติบโตขึ้น

คุณกณพ ศุภมานพ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวถึงพฤติกรรมการเลือกคอนเทนต์ของผู้บริโภคว่า ปัจจุบันนี้ ผู้คนต้องการอ่านข่าวสารและความบันเทิงมากขึ้น และต้องการข่าวสารที่มีความน่าเชื่อถือ LINE Today จึงร่วมมือกับสำนักข่าวและสื่ออื่นๆ รวม 260 แห่ง เพื่อนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล วิธีการปฏิบัติตัวในช่วง COVID-19 รวมถึงคอนเทนต์บันเทิงต่างๆ เช่น คอนเทนต์รวมแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ส่วนเวลาที่มียอดผู้อ่าน LINE Today สูงสุด คือช่วง 1 ทุ่มและบ่าย 3 โมง เนื่องจากผู้อ่านส่วนมาก Work From Home มีเวลาพัก เวลาเลิกงานที่เร็วกว่าเดิม และยอดผู้อ่าน LINE Today ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านคน จากปี 2561 ที่มียอดผู้อ่าน 36 ล้านคน

สำรวจเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค COVID-19 ผ่าน LINE ทั้งโทร ช้อปปิ้ง อ่านข่าวมากขึ้น

ส่วน LINE TV มียอดค้นหาคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า รับชมผ่านทางหน้าจอใหญ่ เช่น Android TV, Apple TV, Chromecast เพิ่มขึ้น 42% สำหรับการรับชมร่วมกับสมาชิกในบ้าน และพบว่าระยะเวลาที่ใช้กับ LINE TV เพิ่มขึ้น 30% ทาง LINE TV จึงทำการจัดหมวดหมู่คอนเทนต์ใหม่ในชื่อ Enjoy at Home สำหรับผู้ที่ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเริ่มดูอะไรดี ซึ่งมีทั้ง Y-Series, ละคร Sit-Com, ภาพยนตร์, การ์ตูนอนิเมชัน และรายการทีวี Re-Run โดย Y-Series มียอดชมจากเพศหญิงวัย 18-34 ปีเพิ่มขึ้น ยอดการรับชมอนิเมชันในเดือนมีนาคมเพิ่มจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ถึง 33% และยอดการรับชมเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ถึง 56%

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นจากประกาศรัฐบาลสั่งให้ครูอาจารย์และนักเรียนย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในโลกออนไลน์ นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นให้ครูอาจารย์ทั่วประเทศได้เรียนรู้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์มากมายในชั่วข้ามคืนและทำให้ฝ่ายสนับสนุนของสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่เกิดวิกฤตแล้วนั้น ผลพลอยได้ของมันคือการสร้างรอยเท้าดิจิทัล (digital footprint) บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภาคการศึกษาในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบ้านเรา

รอยเท้าดิจิทัล หรือ Digital Footprint คืออะไร ?

รอยเท้าดิจิทัล คือ ข้อมูลที่เราสร้างไว้บนอินเทอร์เน็ต มีอยู่สองประเภทคือเกิดขึ้นโดยเจตนา (Active Digital Footprint) เช่น การใช้งานอีเมล การเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด การโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย อีกประเภทคือรอยเท้าที่ไม่ได้ตั้งใจฝากเอาไว้ (Passive Digital Footprint) นี่คือร่องรอยข้อมูลที่เราฝากเอาไว้ในที่ต่างๆ โดยไม่รู้ตัวเช่น หมายเลข IP Address ของเราที่อาจจะมีมาจาก ประวัติการค้นหาข้อมูลจากเสิร์ชเอนจิน ข้อมูลระบุพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) รวมถึง สถิติการเข้าชม (Hits) เว็บไซต์

มูลค่าข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลในภาคธุรกิจ

รอยเท้าที่เราเหยียบย่ำไปในโลกออนไลน์มีผลกับเราตั้งแต่สมัครงานเลยครับ ทางสมาคมการจัดการงานบุคคลฯ เคยรายงานว่าฝ่ายบุคคลเกินครึ่ง “ส่อง” ผู้สมัครจากสื่อโซเชียลอยู่แล้วเพราะเป็นด่านแรกที่จะเรียนรู้ถึงทัศนคติ วิธีคิด การดำเนินชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ง่ายและเร็วที่สุด1

ด้วยลักษณะของข้อมูล รอยเท้าดิจิทัลที่สามารถบ่งบอกพฤติกรรมและรสนิยมของผู้ใช้ นี่เองทำให้มันกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ว่ากันว่ามีค่ายิ่งกว่าน้ำมัน เมื่อนำข้อมูลที่รวบรวมจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโซเชียลมีเดีย พันทิป และเว็บต่างๆ นานาที่สามารถเข้าถึงได้ เอามาพัฒนาเป็นโมเดลข้อมูลเชิงลึกเพื่อเป็นโปรไฟล์ลูกค้าหลายมิติ มันจะกลายขุมทรัพย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เป็นช่องทางใหม่ให้แบรนด์ต่างๆ ได้เสิร์ฟโฆษณาไปถึงหน้าจอกลุ่มลูกค้าได้อย่างไม่จบไม่สิ้น สร้างกำไรมหาศาลให้เอเจนซีโฆษณา (และเจ้าของข้อมูลตัวจริงอย่างกูเกิลและเฟซบุ๊ก)

รอยเท้าดิจิทัลในภาคการศึกษา

ในขณะที่รอยเท้าดิจิทัลสร้างปรากฏการณ์ให้กับภาคธุรกิจมากมาย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนก็ชูธงเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ผู้ใช้งาน เช่น ครูอาจารย์ นักเรียน หรือผู้บริหารได้เข้าใจพฤติกรรมการใช้เรียนรู้และการประเมินผลได้ โดยความสามารถนี้เรียกกันว่าการวิเคราะห์การเรียนรู้หรือ Learning Analytics 

ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเจ้าใหญ่ก็แบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มสำนักพิมพ์ที่ขยายธุรกิจมาเพื่อสร้างสื่อดิจิทัล เช่น McGraw Hill, Cengage หรือ Wiley ทุกเจ้าที่ว่ามามี content ของตัวเองและมีระบบการเรียนรู้พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์การเรียนให้อยู่แล้ว อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้พัฒนาระบบการจัดการการเรียนรู้หรือ Learning Management Systems (LMS) เช่น Blackboard, Edmodo, Moodle, Google Classroom และผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Microsoft Teams ที่กำลังผลิกวิกฤตเป็นโอกาส จับมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไปเรียบร้อยแล้ว2 

หน้าที่หลักของระบบ LMS คือช่วยบริหารข้อมูลต่างๆ ในชั้นเรียนออนไลน์ เช่น การประกาศข่าว จัดเก็บไฟล์เอกสารการสอน จัดทำแบบทดสอบ สร้างกล่องรับการบ้าน และระบบ LMS ส่วนใหญ่ ก็มี Learning analytics ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้เช่นกัน

รอยเท้าดิจิทัลบอกอะไรเราได้บ้าง?

ระบบ Learning Analytics ที่พ่วงมากับระบบการเรียนการสอนเหล่านี้ ช่วยให้ผู้เรียน ครูอาจารย์และนักบริหารการศึกษาตอบโจทย์การเรียนรู้ได้ในหลายระดับ ที่ใกล้ตัวที่สุดคือระดับนักเรียน เช่นระบบ Connect ของ McGraw Hill มีอีบุ๊กพร้อมแบบฝึกหัดที่ช่วยผู้เรียนเข้าใจทบทวนเนื้อหาตามความถนัด เป็น AI ที่เรียนรู้การทำแบบทดสอบบทเรียนและคอยรายงานว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังอ่อนอยู่ และผู้สอนก็สามารถดูภาพรวมของเด็กในชั้นว่าเนื้อหาส่วนไหนที่ผู้เรียนยังไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อจะได้ช่วยเน้นย้ำให้ถูกจุด

สำหรับตัว LMS ทุกเจ้าก็โฆษณาความสามารถในการหาข้อมูลเชิงลึกหรือ insights ของผู้เรียน จะแตกต่างกันที่ความ “ลึก” ในการล้วงข้อมูลนั่นละครับ ที่เบสิกมากๆ คือการรายงานกิจกรรมการเรียนให้ผู้สอนทราบ เป็น active digital footprint เช่นนักเรียนส่งงานตรงเวลาหรือเปล่า คะแนนการทดสอบออนไลน์มีสถิติเป็นอย่างไร มีคนผ่านกี่คน ข้อมูลเหล่านี้เข้ามาช่วยลดภาระในการจัดการห้องเรียนได้พอสมควรเลย นั่นหมายถึงครูผู้สอนจะมีเวลาช่วยเหลือผู้เรียนมากขึ้นเช่นกัน 

ตัวอย่างข้อมูลการมีส่วนร่วมกับการสนทนาในวิชาจาก Microsoft Teams with Class Insights

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19


ภาพประกอบจากActionable analytics with Class Insights (Preview) in Teams

ข้อมูลที่ลึกกว่าการรายงานกิจกรรมการเรียนรู้เป็นข้อมูลประเภท Passive Digital Footprint ซึ่งในระบบ LMS ยอมให้เข้าถึงได้ ทำให้เราทราบถึง หมายเลข IP Address ของผู้เรียน เรารู้พฤติกรรมผู้ใช้ทั้งครูและนักเรียนว่าเข้ามาใช้เวลาในระบบมากแค่ไหน ดูเนื้อหาส่วนใดบ้าง ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานแบบนี้ยังสามารถติดตามดูว่าเด็กคนไหนมีแววว่าจะเรียนไม่รอด (At Risk) ด้วยครับ 

ตัวอย่างรายงาน Insights report ของ Moodle 3.8

เตรียมตัวเพิ่มมูลค่า Digital Footprint ในภาคการศึกษายุคหลัง COVID-19

ภาพประกอบจากคลิป Analytics in Moodle 3.8

การเข้าถึงข้อมูลในระดับนี้เป็นประโยชน์ต่อนักบริหารการศึกษาด้วย โดยเฉพาะในบ้านเราที่ยังมีความกังวลถ้าย้ายห้องเรียนไปอยู่บนอินเทอร์เน็ตแล้วเราจะตรวจสอบการทำงานของครูอาจารย์ได้อย่างไร รายงานเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบได้ ลดภาระในการทำงานลงเหลือเพียงตรวจสอบความผิดปกติ เช่น บางวิชาที่มีการใช้งานน้อยกว่าค่าเฉลี่ย หรือมีการเข้าใช้งานเนื้อหาไม่ครบทุกกิจกรรม เป็นต้น

วางแผนการจัดการข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร

ในภาคการศึกษานั้น การใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและองค์กรยังถือว่าตามหลังภาคธุรกิจอยู่มากครับ ปัจจัยหนึ่งคือความพร้อมของบุคลากรเอง อย่างที่เราเห็นความวุ่นวายในการย้ายห้องเรียนมาสอนออนไลน์ในปัจจุบันและเสียงบ่นของผู้เรียน นโยบายเกี่ยวกับการใช้งานระบบการเรียนรู้ต่างๆ ก็ยังไม่มีออกมาอย่างชัดเจน ครูอาจารย์ในหลายหน่วยงานก็เลือกใช้ระบบที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน ไม่ได้ใช้บัญชีผู้ใช้ทางการของหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตามเก็บรอยเท้าดิจิทัลได้

ในช่วงนี้สถาบันการศึกษาหลายๆ แห่ง ก็ล้มลุกคลุกฝุ่นกัน แต่วันที่ฝุ่นจางและมหาวิทยาลัยไหนตั้งตัวได้ วางแผนเก็บข้อมูลรอยเท้าดิจิทัลอย่างเป็นระบบ สามารถดึงข้อมูลทะเบียน ข้อมูลนักศึกษา และการใช้งานในระบบการเรียนรู้เข้ามาไว้เป็นคลังข้อมูล (Data Warehouse หรือ Data Mart) มันจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ายิ่งกว่าน้ำมันแน่ 

เดิมทีข้อมูลของสถาบันการศึกษานั้นพอจะใช้คาดคะเนความสำเร็จของผู้เรียนได้ตั้งแต่แรกเข้า เช่าการถามผลการเรียนในระดับมัธยมและภูมิหลังของนักเรียน (จบโรงเรียนรัฐ เอกชน หรืออินเตอร์) ผู้ปกครองมีการศึกษาระดับไหน (จบประถม มัธยม หรืออุดมศึกษา) แต่เมื่อเด็กได้เริ่มต้นเรียนกับเราแล้ว เราสามารถนำบันทึกรอยเท้าดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก เด็กที่มีภูมิหลังไม่แข็งแรงนัก อาจจะต้องคอยติดตามดูกิจกรรมต่างๆ เขามากกว่าปกติ แต่งตั้งที่ปรึกษาแบบพิเศษเพื่อติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนแบบใกล้ชิดโดยการให้เข้าถึงข้อมูล Insights Report ในวิชาต่างๆ อาจมีการให้ทำกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นต้น

ยิ่งเก็บข้อมูลมาก มันก็จะช่วยให้เราทราบว่านโยบายต่างๆ ที่ใช้ช่วยเหลือผู้เรียนนั้นมีผลอย่างไร ถ้าเราทดลองนโยบายไว้หลายแนวทางก็สามารถเปรียบเทียบกันได้ว่าแบบไหนประสบความสำเร็จมากกว่ากัน 
เรื่องเหล่านี้คงไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะภูมิหลังนักศึกษาในแต่ละสถาบันก็แตกต่างกัน ถ้าสถาบันไหนเริ่มเห็นความสำคัญกับรอยเท้าดิจิทัลของผู้เรียน วางแผนเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำมาใช้พัฒนาการเรียนการสอน กิจกรรมแนะแนวนักศึกษา รวมถึงการบริหารการศึกษาได้ ขุมทรัพย์ข้อมูลนี้ย่อมมีค่ามากกว่าน้ำมันแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง

  1. รอยเท้าดิจิทัล : ฝ่ายบุคคลเตือน ตัวตนและความคิดเห็นในโลกออนไลน์มีผลต่อการสมัครงาน https://www.bbc.com/thai/thailand-48902824
  2. Microsoft ร่วมกระทรวง อว. ยกระดับการเรียนสอนออนไลน์ ด้วย Microsoft Teams https://www.techoffside.com/2020/03/microsoft-e-learning-remote-learning/

มัลแวร์จำนวนมากปลอมแปลงตัวเองเป็นแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการทำงานแบบออนไลน์

แอปฯ คุยงานยอดนิยมกลายเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกใช้ในการเป็นเหยื่อล่อในช่วงที่ COVID-19 ระบาด จนทำให้ทุกคนต้องปรับตัวเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้านแทน

Kaspersky ได้เปิดเผยว่าตรวจพบมัลแวร์น่าสงสัย และแอดแวร์ จำนวนมากถึง 120,000 ตัว ที่ปลอมแปลงตัวเองไปอยู่ในรูปแบบของโปรแกรม Skype ที่นิยมใช้ในการคุย และประชุมงาน

และยังมีมัลแวร์อีกประมาณ 1,300 ตัวที่ปลอมตัวเป็นโปรแกรมประชุมงาน และโปรแกรมที่ช่วยทำงานเป็นทีมต่างๆ โดยพบว่า 42% ปลอมเป็น Zoom ตามด้วย WebEx 22%, GoTOMeeting 13%, Flock 11% และ Slack อีก 11%

มัลแวร์จำนวนมากปลอมแปลงตัวเองเป็นแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการทำงานแบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีมัลแวร์บางตัวที่ปลอมตัวเป็นไฟล์ประเภท .LNK (ไฟล์ทางลัดของแอปพลิเคชัน) ที่ใช้ช่องโหว่เก่าแก่อย่าง Exploit.Win32.CVE-2010-2568 ในการโจมตี แม้ว่าช่องโหว่นี้จะถูกปิดไปแล้วใน Windows 10 แต่มันยังใช้โจมตีผู้ใช้ Windows XP, Vista และ Windows 7 ได้

การป้องกันภัยจากการโจมตีแบบนี้ทำได้ไม่ยากนัก ผู้ใช้ควรจะดาวน์โหลดตัวติดตั้งโปรแกรมจากเว็บไซต์ของผู้พัฒนาโดยตรง หรือเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ 3rd-party